วันนี้ (6 สิงหาคม 2555) เวลา 09.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีถวายรายงานพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และมอบนโยบายด้านการต่างประเทศ ในการเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2555 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก นับแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศ โดยมีเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยจากทั่วโลก รวม 97 แห่ง เดินทางมาเข้าร่วมเพื่อรับฟังนโยบาย โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า พัชรกิติยาภา เอกอัครราชทูต ทรงเข้าร่วมการประชุมในฐานะเอกอัครราชทูตและองค์ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาแห่งสหประชาชาติ ในครั้งนี้ด้วย ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอประทานกราบทูลพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า พัชรกิติยาภา ถวายรายงานในเรื่องแนวนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล และแนวทางที่รัฐบาลประสงค์ให้เอกอัครราชทูต หัวหน้าคณะผู้แทนถาวรของไทยและกงสุลใหญ่ไทยดำเนินการ สรุปดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การต่างประเทศในปัจจุบันมีความท้าทายมากกว่าในอดีต จึงมีความจำเป็นที่ผู้ทำงานต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบท และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก ทำให้บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูต หัวหน้าคณะผู้แทนถาวรของไทย และกงสุลใหญ่ ในฐานะด่านหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของไทย การส่งเสริมความร่วมมือกับนานาประเทศในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การแลกเปลี่ยน เรียนรู้แนวความคิดและแนวปฏิบัติในด้านต่าง ๆ กับนานาชาติ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาข้ามชาติ ตลอดจนการนำเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทั้งของประเทศไทยและของโลก ภารกิจของประทรวงการต่างประเทศมีความสำคัญและหนักหนาสาหัส การดำเนินนโยบายต่างประเทศจึงต้องเป็นเชิงรุกมากขึ้นรอบด้าน และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การบริหารงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล ถือว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยรัฐบาลได้เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมา มีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความแน่นแฟ้น ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และมีนัยสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง การเดินทางเยือนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา กว่า 19 ประเทศ และการเข้าร่วม 5 การปรชุมพหุภาคี รวมถึง การต้อนรับบุคคลสำคัญต่างๆ ที่มาเยือนประเทศไทย ในการนี้ ผู้นำประเทศต่างๆ ได้เน้น 3 ประเด็นหลักเกี่ยวกับประเทศไทย ได้แก่ ประเด็นแรก คือ การแสดงความยินดีกับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความมั่นใจเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองและความคืบหน้าในการสร้างความปรองดองในชาติ ประเด็นที่ 2 คือ ความชื่มชมความสำเร็จของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมาและความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจของไทย ซึ่งบริษัทข้ามชาติหลายบริษัท ทั้งจากญี่ปุ่น จีน และยุโรป ได้แสดงความพร้อมที่จะเพิ่มการลงทุนในประเทศ
ประเด็นที่ 3 คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทนำมากยิ่งขึ้นในเวทีอาเซียนและภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างประชาคมอาซียนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศต่อประเทศไทยและรัฐบาล สิ่งเหล่านี้ สะท้อนถึงการยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศต่อประเทศไทยและรัฐบาลไทย และการจับตาจากประชาคมโลกถึงสถานการณ์ความมั่นคงและเสถียรภาพภายในประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า หากทุกอย่างพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น การต่างประเทศของไทยจะได้รับการตอบสนองและการสนับสนุนมากขึ้นจากนานาประเทศ
โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง การสร้างเสถียรภาพและความก้าวหน้าภายในประเทศ ว่ารัฐบาลได้ยึดหลักระบอบประชาธิปไตยในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยใช้กลไกของรัฐสภา ทั้งนี้ หากเรื่องใดกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ก็อาจจะต้องใช้การจัดเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ของประชาชน เพื่อให้การเมืองมีความโปร่งใส ชัดเจน สามารถสร้างความเข้าใจและยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง เมื่อประชาชนมั่นใจและร่วมมือร่วมใจ ก็จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายช่วยเหลือและพัฒนาประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมและสนับสนุนสตรี โดยจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้น เพื่อยกระดับบทบาทองค์สตรี ให้ได้รับความเสมอภาคในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องรีบดำเนินการ โดยหน่วยงานของไทยจะต้องพิจารณาถึงจุดแข็งจุดอ่อน ข้อได้เปรียบ/ข้อเสียเปรียบของไทยในทั้ง 3 เสาความร่วมมือของอาเซียน กล่าวคือเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมแลการเมืองความมั่นคง และวางแผนเพื่อเสริมจุดแข็งและแก้ไขจุดอ่อน อีกทั้งพิจารณาถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (connectivity) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในเชิงรุก รัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ มุ่งหาตลาดใหม่สำหรับการค้า การลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยขยายไปต่างแดน ซึ่งความสำเร็จในการดำเนินการของภาคเอกชน ถือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะให้ผู้แทนภาคเอกชนร่วมอยู่ในคณะเยือนต่างประเทศด้วย เพื่อที่จะได้อาศัยโอกาสดังกล่าวขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาครัฐของประเทศนั้น ๆ นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนการผลักดันการดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อที่จะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการดำเนินการทุก ๆ ด้าน ขอให้พยายามผลักดันให้มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด โดยบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูต หัวหน้าคณะผู้แทนถาวรของไทย และกงสุลใหญ่ในฐานะด่านหน้าของไทยอยู่ในต่างประเทศ นับว่ามีความสำคัญ นอกจากจะช่วยผลักดันผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก ยังสร้างความก้าวหน้าของต่างประเทศ และสามารถนำข้อมูลกลับมาเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงประเทศของเราได้ในแง่มุมต่าง ๆ อาทิ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติ
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยมีลักษณะเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวขอให้ทุกฝ่ายเน้นการทำงานเป็นทีมภายใต้หลักการทีมประเทศไทย (Team Thailand) มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยราชการและกับภาคเอกชนของไทย เพื่อให้การทำงานของประเทศไทยในด้านการต่างประเทศมีลักษณะเป็นบูรณาการมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้จุดแข็งของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการช่วยผลักดันนโยบายต่างประเทศของไทย โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า การประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำปีนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการ ร่วมกันแสดงความเห็น เพื่อหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพ และผลักดันผลประโยชน์ของไทยในด้านการต่างประเทศ ส่งเสริมความก้าวหน้าของประเทศ ช่วยพัฒนาศักยภาพของคนไทย รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาของประชาคมโลกในภาพรวม ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกที่ดีในสังคมโลก
******************* กลุ่มวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก |