วันนี้ (20 ก.ค.55) เวลา 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังทำเนียบนายกรัฐมนตรี (Hotel Matignon) เพื่อพบหารือกับ นายฌอง-มาร์ค เอโรต์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฝรั่งเศส ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษาและการวิจัย พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันโดยมีนายฌอง-มาร์ค เอโรต์ เป็นเจ้าภาพ ณ ทำเนียบนายกรัฐมนตรี (Hotel Matignon) ทั้งนี้ นายฌอง-มาร์ค เอโรต์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นนักการเมืองสังกัดพรรคสังคมนิยม เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 55 จากการแต่งตั้งของนายออลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ นายกเทศมนตรีเมือง Nantes ผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสังคมนิยม ฯลฯ และเป็นผู้ที่ให้ความสนับสนุนต่อประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส นายฟรองซัวส์ ออลองด์ มาโดยตลอด การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฝรั่งเศส สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณฝรั่งเศสสำหรับการต้อนรับ และแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่ง และการจัดตั้งรัฐบาลร่วมเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นผลจากความสำเร็จของพรรคสังคมนิยมที่ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความประสงค์ที่จะร่วมมือกับฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ในภาพรวม ทั้งสองฝ่ายต่างพอใจที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีดำเนินอย่างราบรื่น โดยมีแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 เป็นกลไกความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศยึดถือ และร่วมผลักดัน อย่างไรก็ดี ไทยต้องการส่งเสริมความสัมพันธ์ไตรภาคีกับฝรั่งเศสในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อันได้แก่ ลาว เวียดนาม กัมพูชาและเมียนมาร์มากขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้ มีความต้องการการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของประเทศ และเห็นว่า ไทยกับฝรั่งเศสควรขยายความร่วมมือไตรภาคีต่อไปยังแอฟริกา ในสาขาเกษตรและประมง ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยและฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ และตรงกับความต้องการของประเทศในแอฟริกา ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและศักยภาพเศรษฐกิจของไทย แม้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ไทยจะต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านเสถียรภาพทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว แต่ไทยก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาเป็นประเทศหุ้นส่วนสำคัญทางยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศสได้เช่นเดิมแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาประชาธิปไตย ระบบนิติรัฐ และความปรองดองในชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาก็เป็นที่น่าพอใจ มีการลงทุนเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น อัตราว่างงานคงที่ เงินเฟ้อร้อยละ 3 และคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ร้อยละ 5.5-6.5 โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายในระยะเวลา 7 ปี ในวงเงินมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านยูโร เพื่อรับรองการเติบโตทางเศรษฐกิจในอีก 10- 15 ปีข้างหน้า สำหรับการพัฒนาการในอาเซียน ที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 และจะทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญของโลก และสามารถเชื่อมโยงไปสู่ประเทศอื่นๆในภูมิภาค รวมทั้งกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยการนี้ อาเซียนและสหภาพยุโรปจะสามารถผลักดันการพัฒนาความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้ก้าวหน้าในอนาคต โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในภูมิภาคอาเซียนด้วย ด้านการค้า ทั้งสองฝายพอใจกับปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศที่เพิ่มมากขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา และหวังว่าจะมีการขยายการค้าในอนาคต ซึ่งมีปัจจัยสนันสนุนคือ ศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยและเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจฝรั่งเศส ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะใช้ประโยชน์จาก ข้อตกลง HLED ซึ่งอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงความกังวลต่อวิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ซึ่งอาจกระทบต่อตลาดส่งออกของไทย และจะร่วมกันใช้วิกฤตนี้ เป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ ฝรั่งเศสยินดีสนับสนุนบริษัทเอกชนไทยที่สนใจเข้ามาลงทุนในฝรั่งเศส ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ฝรั่งเศสสามารถใช้โอกาสที่อาเซียนก้าวสู่ความเป็นประชาคมในปี 2558 เป็นโอกาสทางการค้าการลงทุนในภูมิภาค และไทยมีจะร่วมมือกับฝรั่งเศสในการเป็นประตูทางเศรษฐกิจสู่ประเทศในภูมิภาคให้แก่ฝรั่งเศส ด้านอากาศยานและยานยนต์ ไทยและฝรั่งเศสประสงค์จะขยายความร่วมมือในสาขาอากาศยาน และยานยนต์ ซึ่งเป็นสาขาที่ทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความพร้อมของไทยในการเป็นฐานการซ่อมบำรุงอากาศยาน และฐานการฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินในภูมิภาค ทั้งนี้ ไทยมีแผนที่จะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานโดยใช้พื้นที่ของท่าอากาศยานในภูมิภาค ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านกายภาพและแรงงาน นอกจากนี้ ไทยยังมีความประสงค์ที่จะร่วมมือกับฝรั่งเศสสาขาการลงทุนด้านยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นสาขาการลงทุนที่มีอัตราการขยายตัวสูงในปัจจุบัน โดยฝรั่งเศสสามารถใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภท ECOCAR สำหรับความร่วมมือด้านการศึกษา ไทยและฝรั่งเศสมีความร่วมมือด้านการศึกษาที่เข้มแข็ง ในรูปแบบของการให้ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการวิจัย และการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีความยินดีที่มีการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษาและวิจัยในวันนี้ และเชื่อมั่นว่า ความตกลงดังกล่าวจะช่วยผลักดันความร่วมมือทั้งสองประเทศให้ยิ่งพัฒนาก้าวหน้าครอบคลุมในทุกระดับต่อไป และขยายไปสู่ความร่วมมือในสาขาที่ประโยชน์อื่น อาทิ การเกษตร พลังงาน และอวกาศ สำหรับความร่วมมือด้านกลาโหม นายกรัฐมนตรีหวังว่าจะมีการลงนามข้อตกลงว่าด้วยการป้องกันประเทศในอนาคต เพื่อเป็นกลไกพื้นฐานในการสานต่อความร่วมมือในมิติต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในประเด็นการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง การฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งจะช่วยสนันสนุนความมั่นคงระดับประเทศและภูมิภาคต่อไป ************************************
กลุ่มวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก
|