วันนี้ (20 ก.ค. 55) เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l'Elysée) เพื่อเข้าพบหารือทวิภาคีกับนายฟรองซัวส์ ออลองด์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป และเพิ่งได้รับชัยชนะจาการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 55 ที่ผ่านมา การหารือข้อราชการระหว่างประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรัฐบาลฝรั่งเศส และกล่าวแสดงความยินดีต่อการรับตำแหน่งประธานาธิบดี และชัยชนะของพรรคสังคมนิยมที่ได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้สามารถผลักดันนโยบายต่างๆตามที่หาเสียงไว้
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความพึงพอใจกับภาพรวมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า แผนปฎิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 (2553-2557) เป็นกลไกความร่วมมือที่สำคัญของทั้งสองประเทศ และเห็นควรให้เร่งผลักดันแผนดังกล่าวมีรูปธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่าย ได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง ศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และการฟื้นตัวของประเทศภายหลังอุทกภัยซึ่งเป็นที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้น การว่างงานคงที่และเงินเฟ้อร้อยละ 3 ซึ่งในปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 5.5- 6.5 ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีแผนที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่อีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งมีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านยูโร เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและการเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะทำให้เกิดตลาดเสรีขนาดใหญ่ของประชากรกว่า 600 ล้านคน นอกจากนี้ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้มีความพร้อมสำหรับฝรั่งเศสที่จะใช้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางและเป็นประตูทางเศรษฐกิจสู่ประเทศในภูมิภาคให้แก่ฝรั่งเศสได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการพัฒนาประชาธิปไตย ระบบนิติรัฐ และความปรองดองในชาติ รวมถึงนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล อาทิ การพัฒนาการศึกษา เยาวชนและส่งเสริมบทบาทสตรี รวมถึงความยึดมั่นในการร่วมมือกบประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศเห็นว่าไทยและฝรั่งเศสสามารถเป็นหุ้นส่วนนเวทีระหว่างประเทศจากการยึดถือค่านิยมเดียวกัน
สำหรับประเด็นเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของประธานาธิบดีในการพยายามคลี่คลายวิกฤต และส่งเสริมธรรมาภิบาลทางการเงิน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับแนวทางแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจในเขตยูโรอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตลาดส่งออกของไทย และหวังว่าสหภาพยุโรปจะไม่หันไปใช้นโยบายปกป้องตลาดในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ไทยสามารถมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของฝรั่งเศสได้ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าบริษัทไทยเริ่มเข้ามาลงทุนในกิจการขนาดใหญ่ในฝรั่งเศสมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสให้การสนับสนุนภาคเอกชนไทยด้วย
นอกจากนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับพัฒนาการในอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อว่าจะเป็นตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญของโลกในอนาคต และทั้งสองฝ่ายเห็นว่าอาเซียนและสหภาพยุโรปควรพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในเชิงหุ้นส่วน ซึ่งไทยยินดีที่ฝรั่งเศสเห็นความสำคัญของอาเซียน และขอสนันสนุนการมีส่วนร่วมของฝรั่งเศสในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาคม การสร้างความเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำหรับความร่วมมือในกรอบเอเชีย-ยุโรป (ASEM) ไทยได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และยินดีที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสตอบรับการเข้าร่วมประชุมผู้นำอาเซม ครั้งที่ 9 ที่เวียงจันทน์ ในเดือนพ.ย นี้ ในการนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซม ครั้งที่ 10 ในวันที่ 15 ต.ค. 2555 ที่กรุงเทพฯ เพื่อหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับวิกฤตการเงิน และหวังว่า ฝรั่งเศสจะส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม ทั้งนี้ ฝรั่งเศสได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการในประเทศเมียนมาร์ และหวังที่จะเห็นเมียนมาร์พัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ซึ่งในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้กล่าวถึงการพบหารือกับนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาด้วย โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ประชาคมระหว่างประเทศส่งสัญญาณตอบสนองในทางบวก โดยเฉพาะการระงับมาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมาร์ของสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นในภูมิภาค อาทิ บทบาทของจีนในภูมิภาคซึ่งไทยให้การสนับสนุนการขยายบทบาทอย่างสันติและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้ ซึ่งไทยหวังให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหารือกันและร่วมมือยุติข้อพิพาทโดยสันติ สำหรับบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาค ไทยสนับสนุนบทบาทในการสร้างสมดุลในเอเชีย และปัจจุบันไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในภูมิภาค
ส่วนความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าประเทศไทยมีวัตถุดิบที่หลากหลายและมีคุณภาพ รวมทั้งมีทักษะฝีมือเป็นที่ยอมรับ ส่วนฝรั่งเศสก็มีเทคโนโลยี มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์การออกแบบ ซึ่งไทยกับฝรั่งเศสจะนำจุดแข็งของทั้งสองอย่างมาร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อขยายตลาดแฟชั่นไทยไปตลาดยุโรป ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้กล่าวสรุปผลหารือให้สื่อมวลชนได้รับทราบ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปทำเนียบนายกรัฐมนตรี เพื่อพบหารือ กับนายฌอง-มาร์ค เอโรต์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฝรั่งเศสต่อไป
*************************************
กล่มวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก
|