วันนี้ (16 พ.ค.) เวลา 09.00 น. ณ ศาลากิตติสุข กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 68 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้ สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ เช้าวันอาทิตย์นี้แน่นอนนะครับพี่น้องประชาชนก็คงมีความกังวลห่วงใยต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในกรุงเทพมหานคร เมื่อคืนนี้ผมก็ได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องประชาชนผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่ย้ำประเด็นต่าง ๆ มากมายนัก แต่คงจำเป็นที่จะต้องอธิบายบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติม รวมถึงบอกกับพี่น้องประชาชนครับเกี่ยวกับแนวทางที่จะต้องมีการดำเนินการต่อไปเท่าที่จะบอกได้ในขณะนี้ ประการแรกผมทราบดีครับว่าวันพรุ่งนี้นั้นเป็นวันเปิดเทอม เพราะฉะนั้นผู้ปกครอง พ่อแม่ มีความห่วงใยมากเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยของลูกหลานนะครับ เพราะฉะนั้นเช้าวันนี้ผมได้บอกทางกระทรวงศึกษาธิการและให้ทางกระทรวงศึกษาธิการนั้นประสานไปยังกรุงเทพมหานครด้วยว่าโรงเรียนทั้งหลายในกรุงเทพมหานครนั้นควรที่จะได้มีการเลื่อนการเปิดเทอมไปเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อที่จะให้พ่อแม่ผู้ปกครองนั้นมีความอุ่นใจ เพราะผมเข้าใจดีครับว่าหัวอกพ่อแม่นั้นคงไม่ต้องการที่จะให้ลูกหลานนั้นจะต้องเดินทางในกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในบริเวณที่มีการชุมนุมหลัก แต่ว่าในกรุงเทพมหานครทั้งหมดก็จะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการและกรุงเทพมหานครนั้นได้ดำเนินการในการประกาศให้มีการเลื่อนวันเปิดเทอมออกไป ประการที่ 2 ครับ จากเหตุการณ์หลายพื้นที่ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานั้นก็มีการเสนอแนะว่าทำอย่างไร เราจะป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหลายนั้นต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หรือว่าตกเป็นเหยื่อด้วย เพราะฉะนั้นการห้ามในเรื่องของการใช้พื้นที่การเดินทาง รวมไปถึงการประกาศเคอร์ฟิวส์ขณะนี้ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็กำลังมีการประชุมคณะกรรมการ ศอฉ. ซึ่งในช่วงสาย ๆ ก็คงจะได้มีการรายงานผลของการประชุมให้ทราบต่อไปว่าทาง ศอฉ.นั้นจะมีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมในลักษณะนี้หรือไม่ ผมขอย้ำเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นะครับ ประการแรกก็คือว่าในเรื่องของภาพรวมของปัญหาขณะนี้ก็ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียนั้น สิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้ก็คือการยุติการชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ต้องชี้ให้เห็นกันชัด ๆ ว่าการชุมนุมนั้นเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความรุนแรงได้ตลอดเวลา สิ่งที่เป็นปัญหาที่พวกเราทราบกันดีอยู่ในขณะนี้ ก็จะเห็นได้ว่าบทบาทของกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือกองกำลังที่ติดอาวุธนั้น นับวันนั้นมีบทบาทสูงขึ้น จากเดิมเราจะเห็นนะครับว่าการเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของพรรคการเมืองบ้าง ของผู้ชุมนุมและมวลชนบ้าง แต่ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาพัฒนาการต่าง ๆ บ่งชี้ว่าขณะนี้กลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือกองกำลังที่ติดอาวุธนั้นกลับมีบทบาทสูงสุด การใช้อาวุธสงครามการยิง M79 ซึ่งมีมากมายในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งว่าอันนี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาและความสูญเสียมากที่สุด ผมอยากจะชี้ให้เห็นครับว่า 2-3 วันที่ผ่านมานั้นอย่างที่ได้เล่าให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบและโดยเฉพาะการที่ผู้ปฏิบัติโดยตรงได้มีโอกาสมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชนผ่านทางโทรทัศน์ด้วย ก็คือว่าทางเจ้าหน้าที่นั้นเพียงแต่เข้ากระชับวงล้อมเท่านั้นเอง ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ของการชุมนุมหลักเลย แต่ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความสูญเสียค่อนข้างที่จะมาก เหตุผลตรงนี้ครับก็อยากจะเรียนว่าอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าการชุมนุมการเข้ามาปะทะหรือยั่วยุเจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้เป็นผลดีเลย ที่จริงแล้วขณะนี้การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม แม้กับเหตุการณ์ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ก็เห็นแล้วครับว่าทางศาลนั้นได้ลงโทษจำคุก 6 เดือนผู้คนต่าง ๆ ที่เข้ามาที่ถูกจับกุม เพราะว่าพยายามที่จะเข้ามาและมาทำลายด่านหรือมายั่วยุเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นผมต้องย้ำครับว่าพี่น้องประชาชนจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามครับ ที่ถูกชักจูงไป หรือมีความคิดที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมนั้น อย่าได้ทำเลยครับ ผิดกฎหมาย เป็นอันตรายอย่างยิ่ง กองกำลังที่ติดอาวุธหรือผู้ก่อการร้ายนั้น เวลาเขาใช้อาวุธสงครามซึ่งเรามีภาพว่าเขายิง M 79 หรือแม้กระทั่งการใช้ปืน เขาไม่ได้สนใจหรอกครับว่าเหยื่อตรงนั้นจะเป็นใคร แน่นอนครับถ้าเหยื่อเป็นเจ้าหน้าที่ นั่นเขาก็บรรลุเป้าหมายในการที่จะทอนกำลังของบ้านเมือง ขณะเดียวกันเวลาเหยื่อเป็นประชาชนเอง เขาก็หวังว่าการสูญเสียของประชาชนนั้นจะมากดดันทางรัฐบาล จะมากดดันทางเจ้าหน้าที่ จะมากดดันสังคม เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากลุ่มที่มีแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการสูญเสียมากที่สุดก็คือกลุ่มผู้ก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธ ผมก็อยากจะย้ำอีกครั้งครับว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งหมดครับ วันนี้การชุมนุมของท่านกลับกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธ ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ได้เป็นแนวทางของการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นแนวทางในการที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม มีแต่จะทำให้สังคมไทยนั้นกลายเป็นสังคมที่นิยมความรุนแรง เป็นสังคมที่จะไร้ระเบียบ ไร้กฎหมาย และสุดท้ายคนที่จะเดือดร้อนมากที่สุดก็คือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคนยากคนจน เพราะว่าสังคมใดที่ปราศจากกฎระเบียบ สังคมใดที่เราใช้กำลังเป็นหลัก ก็จะเป็นสังคมซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนนั้นไม่มีโอกาสในการที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก 2 เดือนของการชุมนุมที่มีต่อเศรษฐกิจ คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนคนยากคนจนที่ตกงาน เพราะฉะนั้นผมย้ำอีกครั้งครับ วันนี้ไม่มีแนวทางอะไรดีไปกว่าการยุติการชุมนุม สำหรับพี่น้องประชาชนหรือ แกนนำผู้ชุมนุมที่มีข้อเรียกร้องต่าง ๆ นั้น ผมย้ำอีกครั้งและจะได้เล่าให้ฟังในช่วงที่ 2 ของรายการว่าแผนการปรองดองที่ผมมีอยู่ 5 ข้อนั้น เป็นแผนที่จะมีคำตอบสำหรับพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน และมาชุมนุมด้วยเหตุผลที่มีเหตุมีผลจริง ๆ เพราะฉะนั้นน่าจะปล่อยให้ตรงนี้ได้เดินต่อไป เช่นเดียวกันครับเวลานี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมากังวลในเรื่องของสถานะภาพของตัวเอง แกนนำผู้ชุมนุม ผู้ที่มีหมายจับต่าง ๆ นั้น เข้ามาสู่กระบวนการยุติเถอะครับ เพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ คือการยืนยันว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย และไม่เว้นใครทั้งสิ้นครับ ผมก็ดีท่านรองนายกฯ สุเทพก็ดี เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยู่ภายใต้กฎหมาย อดีตนายกฯทักษิณก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย นี่คือสิ่งที่เรากำลังสร้างมาตรฐานเดียวที่เป็นความเป็นธรรม ที่จะทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นคลี่คลายไปในลักษณะซึ่งทุกฝ่ายสามารถที่จะยอมรับได้ เพราะฉะนั้นแนวทางตรงนี้คือแนวทางที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าต่อ ส่วนการปรับยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ทาง ศอฉ. ก็จะดำเนินการอย่างโปร่งใส แน่นอนบางเรื่องก็คงจะไม่สามารถเปิดเผยล่วงหน้าได้ แต่ว่าแนวทางต่าง ๆ นั้นก็ยึดอยู่ในหลักการ ซึ่งผมคิดว่าเราได้ยืนยันอย่างชัดเจนครับว่าเราทำหน้าที่ในการรักษากฎหมาย รักษากติกาของบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลไม่ต้องการที่จะไปเป็นศัตรูกับใคร และแน่นอนที่สุดครับ เราคนไทยด้วยกัน ไม่มีใครมีเจตนาที่จะทำร้ายใคร ผมย้ำไปเมื่อคืนครับว่าในการที่เราติดตามข่าวสารต่าง ๆ นั้น ขอให้ใช้วิจารณญาณแยกแยะ ระมัดระวัง เมื่อสักครู่ผมก็ได้พูดไปแล้วว่าแรงจูงใจของการสร้างความสูญเสียนั้นมาจากทางกองกำลังติดอาวุธ และผู้ก่อการร้ายเกือบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ การใช้กำลังการใช้อาวุธของฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้นมีกฎระเบียบที่กำกับชัดเจน มีการชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของการป้องกันตัว มีเป้าหมายที่สามารถที่จะต้องมีเหตุผลที่รองรับได้ เช่น การป้องกันชีวิต การเห็นผู้ก่อการร้ายที่ติดอาวุธ แล้วก็การใช้การปราม ซึ่งจะไม่เป็นการมุ่งต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะยืนยันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ผมขอเรียนกับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติมว่า แนวทางของการแก้ไขปัญหาตรงนี้ กำลังกระทบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน พี่น้องในชุมชนต่าง ๆ ก็ร้องเรียนเข้ามาครับขณะนี้ พอมีการปะทะกันก็กระทบไปถึงเรื่องของสาธารณูปโภคบ้าง เจ้าหน้าที่กำลังเข้าไปดูแลแก้ไขให้อยู่ ขอให้แจ้งสิ่งเหล่านี้มา และเราก็จะดำเนินการแก้ไข เช่นเดียวกันครับบางวิชาชีพขณะนี้น่าเป็นห่วงครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของผู้สื่อข่าว ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุข ตรงนี้กำลังจะดูแลว่าจะมีวิธีการอย่างไรในการที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของคนเหล่านี้ แต่อย่างที่ผมเรียนครับ คนเหล่านี้ก็กลายเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ไม่หวังดีได้อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแนวทางการทำงานนั้นคงจะต้องมีการปรึกษาหารือกัน ซึ่งผมจะได้มอบหมายทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ดูแลทางด้านความมั่นคงที่จะประสานกับองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ในการที่จะดูแลความปลอดภัยของบุคคลซึ่งตั้งใจที่จะทำหน้าที่ ซึ่งก็น่ายกย่องว่ามีความตั้งใจอย่างเต็มที่ แม้ว่าการทำหน้าที่นี้จะตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนให้ทราบ ส่วนในเรื่องของการทำงานของรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าปัญหาทุกปัญหาของพี่น้องครับ รัฐบาลก็ยังเดินหน้าในการแก้ไข ปัญหาที่น่าห่วงที่สุดเวลานี้ก็คือปัญหาเรื่องของสถานการณ์น้ำ ผมได้เคยมีโอกาสชี้แจงกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดว่าปีนี้เป็นที่คาดการณ์ว่าจะมีความแห้งแล้งเป็น พิเศษ ประกอบกับสถานการณ์น้ำ ตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่เรามีน้ำที่เก็บกักอยู่ในเขื่อนหลัก ๆ นั้น น้อยกว่าปีที่ ผ่าน ๆ มา ขณะนี้สถานการณ์ผ่านไป 4 เดือนกว่า ๆ ในปีนี้ ก็พบว่าระดับน้ำในเขื่อนหลักขณะนี้ ต้องถือว่าต่ำ ที่สุดในรอบหลายสิบปี ขณะนี้สถานการณ์ถือว่ารุนแรงกว่าเมื่อปีพ.ศ. 2536 ซึ่งหลายคนจำได้ว่าเป็นปีที่เราประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดปีหนึ่ง อย่างไรก็ตามครับเราก็ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และผมได้มอบหมายว่าให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นผู้ติดตามสถานการณ์น้ำเป็นรายวัน ขณะนี้ที่น่าเป็นห่วงคือว่า ถ้าไม่มีพายุหรือฝนตกลงมาเหนือเขื่อน ในช่วง 2 เดือนข้างหน้า น้ำตรงนี้ก็จะไม่เพียงพอในการที่จะดูแลปัญหาพื้นฐานของพี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นก็ให้ ท่านได้ติดตามสถานการณ์เป็นรายวันในเรื่องของสถานการณ์น้ำ และโดยเฉพาะอย่างคือเรื่องของความชื้น ใน อากาศ เมื่อใดที่มีโอกาสในการที่จะทำฝนเทียม ก็ขอให้บูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อที่จะเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ พร้อม ๆ กันไปนั้นในช่วง 2เดือนข้างหน้านั้น หากรัฐบาลมีความจำเป็นในการขอความร่วมมือเกี่ยวกับมาตรการการประหยัดทางด้านต่าง ๆ นั้น ก็ขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือด้วย อันนี้คือปัญหาที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ที่จะหาทางคลี่คลายปัญหานี้ต่อไป แต่ว่าปัญหาอื่น ๆ นะครับการแก้ไขปัญหาก็มีความคืบหน้าโดยลำดับ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งมีปัญหาเรื่องของราคาข้าว คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติก็ได้แก้ไขปัญหาในช่วงที่พี่น้องประชาชนขายข้าวได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาอ้างอิงที่ประกาศไป ก็จะมีการชดเชยย้อนหลัง ก็จะมีการนำสู่ที่ประชุมของ คณะรัฐมนตรีในวันอังคาร ซึ่งเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติแล้ว ผมก็มั่นใจครับว่าพี่น้องเกษตรกรก็จะสามารถได้รับความเป็นธรรมตรงนี้ ก็จะแก้ไขปัญหาซึ่งพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางหรือภาคเหนือตอนล่าง ที่ประสบกับปัญหานี้ค่อนข้างมาก จะได้มีความสบายใจว่ารัฐบาลก็เดินหน้าแก้ไขปัญหา สำหรับมติคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจนะครับ ผมอยากเรียนว่าแต่ละเรื่องนั้นก็มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของเศรษฐกิจนั้น กฎหมายงบประมาณ ขณะนี้รัฐบาลได้มีความพร้อมและได้เสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภา นั่นหมายถึงว่าเราคาดว่าปลายเดือนนี้ เราจะสามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้ และจะเป็นไปตามตารางปฏิทินงบประมาณซึ่งคาดว่าจะทำให้งบประมาณนั้นผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภาได้ประมาณกลางเดือนกันยายน พร้อมที่จะประกาศใช้ต้นปีงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งงบประมาณตัวนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นงบประมาณที่จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้เลิกล้มแผนในการที่จะกู้เงิน เดิมนั้นพี่น้องประชาชนจะจำได้ครับว่ามีการพูดว่าจะมีการกู้เงินเป็นกรณีพิเศษ 8 แสนล้านนั้น รัฐบาลจะยกเลิกการกู้เงิน 4 แสนล้าน เอาโครงการที่เราเรียกว่าไทยเข้มแข็งทั้งหลาย มาบรรจุเอาไว้ในปีงบประมาณปีนี้ ปีที่กำลังทำอยู่นี้ครับ อีก 2 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นการลงทุนในเรื่องหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไทยเข้มแข็ง การที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมนั้น งบประมาณฉบับนี้จึงมีความสำคัญ และเป็นงบประมาณซึ่งได้วางแนวทางที่มีเงินเพียงพอสำหรับงบประมาณทางด้านสวัสดิการต่างๆ ที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลไว้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ การศึกษาฟรี การรักษาฟรี และเรื่องอื่น ๆ รวมถึงการประกันรายได้ของเกษตรกรด้วย นอกจากนั้นครับ คณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ผ่านมา ก็ยังได้มีมติในการให้ความเห็นชอบการปรับปรุงกฎหมายเพื่อปฏิรูปเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ ให้เป็นไปในรูปแบบที่มีการบริหารจัดการเหมือนเช่นกับในสากล ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์มีมากขึ้น ต้นทุนการประกอบธุรกรรมต่าง ๆ ถูกลง และคาดว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ไทย แม้กระทั่งการที่จะทำให้สัดส่วนระหว่างราคาหุ้น กับผลประกอบการหรือรายได้ของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่นั้นดีขึ้น เทียบเคียงกับทางประเทศคู่แข่งต่าง ๆ ของเราได้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้ตลาดทุนของไทยนั้นสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ไม่เสียเปรียบตลาดทุนอื่น ๆ ในภูมิภาค นี่ก็เป็นงานทางด้านเศรษฐกิจที่ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทางด้านสังคมก็มีเรื่องของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทางด้านการศึกษาที่เคยปรารภกับพี่น้องประชาชนเอาไว้ การปฏิรูปการศึกษานั้น เราก็ต้องการที่จะกระตุ้นให้ทางองค์กรภาคเอกชนนั้นเข้ามามีส่วนร่วมมาก ๆ ซึ่งจะเป็นการทำให้การปฏิรูปการศึกษานั้น จะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันนี้จะปล่อยให้เป็นเรื่องของหน่วยงานทางด้านกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบไปก็จะทำให้ สสส.จัดทำงบประมาณจำนวนหนึ่งมาขับเคลื่อนในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเรียนรู้และคุณภาพการศึกษาได้ โดยดึงเอาองค์กรภาคประชาชนต่าง ๆ นั้น เข้ามามีส่วนร่วมเหมือนกับที่เขาได้มีส่วนร่วม เหมือนกับที่เขาได้มีส่วนร่วมอยู่ในเรื่องของสุขภาพผ่านกองทุน สสส. ในปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งได้มีการดำเนินการไป การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนคนยากคนจน โดยเฉพาะในเรื่องที่ทำกิน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็สามารถที่จะเห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องของโฉนดชุมชนได้ เพราะฉะนั้นจะทำให้เรื่องนี้สามารถเดินหน้าได้อย่างมีกฎหมายหรือกฎระเบียบรองรับ ส่วนตัวกฎหมายทั้งในเรื่องของ สสส.การศึกษาก็ดี ในเรื่องของโฉนดชุมชนก็ดี ก็จะได้มีการดำเนินการเพื่อเสนอต่อสภาฯ ต่อไปเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่น ๆ ครับ เช่น เรื่องของที่อยู่อาศัย ที่ผ่านมานั้นในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โครงการบ้านมั่นคงนั้นก็ดำเนินไปด้วยดี มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารนั้น ก็จะเป็นการสนับสนุนให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น เพราะว่าในหลายพื้นที่นั้นถ้าได้รับความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว การแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยก็จะทำให้อย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นการทำงานในส่วนของคณะรัฐมนตรี สำหรับการขับเคลื่อนในเรื่องของแผนปรองดอง มีการทำงานของผมโดยตรงที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้เดินหน้าไป ส่วนแรกก็คือแผนที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย ที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ตรงนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ซึ่งวันที่ 12-13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเชิญองค์กรภาคประชาชนหลายองค์กรนั้นเข้ามามีส่วนร่วม ก็ได้ข้อยุติระดับหนึ่งแล้วว่าจะมีการจัดตั้งกลไกในลักษณะของการขับเคลื่อนโครงการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะมีการผ่านการทำสมัชชาในวันที่ 20 และจะมีข้อเสนอมาถึงผมในเรื่องของกลไกที่จะขับเคลื่อนทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น โดยจะสามารถได้ข้อยุติในเรื่องนี้ภายในสิ้นเดือนนี้ ขณะเดียวกันก็มีการหยิบยกประเด็นหลัก ๆ ที่เป็นสาระสำคัญในการที่จะทำในเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย นั่นก็คือเรื่องตั้งแต่ปัญหาของความเหลื่อมล้ำในเรื่องของโอกาส ปัญหาที่เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่าด้อยโอกาสที่สุดในเรื่องที่ทำกิน ในเรื่องหนี้สิน มีการหยิบยกวางกรอบไปแล้ว เรื่องของปัญหากฎหมาย กฎระเบียบที่ไม่มีความยุติธรรมในปัจจุบัน และก็รวมไปถึงในเรื่องของทัศนคติและการทำงานขององค์กรภาครัฐ ของหน้าที่ของรัฐ ของข้าราชการ ในลักษณะซึ่งเราจะต้องช่วยกันทำให้ข้าราชการนั้นมีทัศนคติของการเป็นผู้ให้บริการประชาชนมากกว่ามีความรู้สึกว่าเป็นเจ้านายของประชาชน ทั้งหมดนี้มีการดำเนินการมีความก้าวหน้าไป และก็จะไปเกี่ยวพันถึงปัญหาอื่น ๆ ด้วย เช่น การแก้ไขปัญหาในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น การแสวงประโยชน์ที่มิชอบ ทั้งโดยนักการเมือง ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นการทำลายโอกาสของประชาชน สร้างความเหลื่อมล้ำ สร้างความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม แผนนี้สัปดาห์ที่จะถึงนี้แน่นอนก็มีเรื่องของสมัชชา แล้วจะมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมยื่นกับผมได้ และจะมีกลไกที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพราะเรารู้ว่าเรื่องนี้จะต้องใช้เวลากว่าที่จะเห็นผลอย่างแท้จริง แต่ตรงนี้จะเป็นคำตอบที่เป็นระบบและยั่งยืนที่สุดในเรื่องของปัญหาความไม่ธรรมหรือความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งในระบบบริหารและระบบการเมืองของเรา ในส่วนที่ 2 ครับที่ได้มีการทำงานโดยตรงเช่นเดียวกันก็คือในเรื่องของสื่อ เรื่องของสื่อนั้น ผมได้เชิญองค์กรทางด้านสื่อที่เป็นองค์กรวิชาชีพเข้ามาคุยกัน และก็มีแนวทางซึ่งมองเห็นตรงกัน ขณะนี้ก็คือมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดในเรื่องของการตรากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่จะมาใช้อำนาจในการดูแลกำกับสื่อสารมวลชน นั่นก็คือองค์กรอิสระ ซึ่งจะสามารถเข้ามาจัดระเบียบได้มากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของสื่อต่าง ๆ ที่ครอบคลุมไปถึงเรื่องของโทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชน และสื่ออื่น ๆ ซึ่งกำลังจะต้องการให้มีการทำงานคู่ขนานกันไปกับการทำงานขององค์กรวิชาชีพสื่อเอง เราได้แลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมาครับ นั่นก็คือว่าสื่อเองก็ต้องการที่จะมีหลักประกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ แต่ขณะเดียวกันครับองค์กรสื่อเหล่านี้ก็ได้ยอมรับตรงไปตรงมาว่า สื่อนั้นบางทีก็เป็นสื่อสารมวลชนที่เป็นวิชาชีพโดยแท้ แต่ขณะนี้ก็มีสื่อบางกลุ่มซึ่งมีความเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกับกลุ่มการเมือง เพราะฉะนั้นก็ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วย นั่นไม่เท่าไหร่ละครับ ที่แย่กว่านั้นก็คือว่าในบางสื่อนั้นก็มีลักษณะของการที่จะมีบทบาทในการสร้างความเกลียดชัง ความแตกแยก และความรุนแรงในสังคม ตรงนี้ครับกติกาที่จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับองค์กรวิชาชีพสื่อเป็นโจทย์สำคัญของแผนปรองดอง ข้อที่ 3 ซึ่งเมื่อได้มีการพบปะแลกเปลี่ยนกันแล้ว ก็มีแนวโน้มที่ดีครับว่าเริ่มมองเห็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาตรงกัน เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการไปรวบรวม ระดมทั้งนักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ เพื่อจัดการสัมมนาเพื่อที่จะมีคำตอบและเชิญองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และในอนาคตต้องมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาทำหน้าที่นี้ต่อไป ตรงนี้ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร ในส่วนของการเมือง เริ่มต้นทีเดียวนั้นปัญหาเรื่องของรัฐธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ผมได้ขอความร่วมมือเพื่อที่จะเสนอไปยังสถาบันพระปกเกล้า แต่ว่าคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้านั้นยังมีความไม่สบายใจอยู่ว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้และมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ขณะนี้ผมก็รอคำตอบที่เป็นทางการ ซึ่งจะเป็นมติของสภาสถาบันพระปกเกล้าว่าถ้าหากว่าทางสภาฯ นั้นอยากจะทำในกรอบที่กว้างกว่าหรืออย่างไรนั้น ก็จะปรึกษากับทางรัฐบาลต่อไป แต่หากว่าทางสถาบันพระปกเกล้านั้นไม่ต้องการที่จะมีบทบาทในเรื่องนี้ ผมก็กำลังเตรียมที่จะหารือกับบรรดานักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ว่าพร้อมที่จะมาทำหน้าที่ในลักษณะของรูปแบบของคณะกรรมการเฉพาะกิจที่จะมาขับเคลื่อนเรื่องนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็มีความก้าวหน้าเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นครับในสัปดาห์ที่ผ่านมาในการพยายามที่จะขับเคลื่อนแผนการปรองดองนั้น ผมก็ยังได้มีโอกาสพบปะกับประชาชนอีกหลายกลุ่ม ก็น่าดีใจครับ ผมได้พบปะกับกลุ่มซึ่งสร้างเครือข่ายในอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Facebook ได้มีตัวแทนมาพบปะกับผม น่าดีใจก็คือว่าเขาสามารถระดมเด็กเยาวชนจำนวนมาก แล้วก็ขณะนี้พร้อมที่จะใช้เครือข่ายนี้ทำในเรื่องที่สร้างสรรค์ ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และรวมไปถึงเรื่องของการที่จะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย การที่มีการระดมหรือสร้างเครือข่ายในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้เราสามารถที่จะเดินไปสู่การปรองดองได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของแผนปรองดองที่ขณะนี้ผมก็ยังเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป ทั้งหมดนี้นะครับคือการทำงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาของรัฐบาล ซึ่งมีความคืบหน้าในทุก ๆ เรื่อง แล้วในสัปดาห์ที่จะถึงนี้จะมีเรื่องสำคัญ ๆ ที่ผมจะได้รายงานพี่น้องประชาชนต่อไป สำหรับในเรื่องของสถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์การชุมนุม เมื่อมีความคืบหน้าผมก็จะขอถือโอกาสมารายงานพี่น้องประชาชนเป็นระยะ ๆ ผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุต่อไปครับ ขอบพระคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งครับ สวัสดีครับ
--------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก |