วันนี้ เวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “งานมหกรรมปีแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว” จัดโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมี นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทั่วไปตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ศูนย์การค้า เจ เจ มอลล์ จตุจักร กรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในด้านนโยบาย ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว มีภารกิจหลักที่สำคัญประการหนึ่งคือการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครองครัว พ.ศ.2550 ไปสู่การบังคับใช้อย่างจริงจัง การที่จะบรรลุเป้าหมายได้นั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นปัญหาและมีทางออกอย่างเหมาะสม ตลอดจนสร้างกระแสสังคมให้มีความตื่นตัวและร่วมเป็นหนึ่งเสียงในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ดังนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงได้จัดกิจกรรมมหกรรมปีแห่งการณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดตัวการรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ ซึ่งจะดำเนินการไปตลอดปี 2553 สร้างกระแสการรณรงค์ เชิญชวนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนและประชาชนร่วมเป็นพลังยุติความรุนแรงฯ ด้วยการ “ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรง” ต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2553 และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมติดสัญลักษณ์ริบบิ้นสีขาว เพื่อแสดงสัญลักษณ์เตือนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยุติความรุนแรง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดี ที่ได้มาร่วมในพิธีเปิดและเดินรณรงค์ในงานมหกรรม ปีแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ในวันนี้ โดยได้กล่าวตอนหนึ่งของการเปิดงานว่า ในช่วงระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีความตื่นตัวในปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งปัญหาดังกล่าวปัจจุบันเป็นปัญหาสำคัญของทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย โดยจะเห็นข่าวสารในเรื่องของการละเมิดสิทธิ์ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิ์ของเด็กและสตรี รวมถึงความรุนแรงในครอบครัวอยู่เป็นระยะ ๆ ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล เพื่อรณรงค์ให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี ส่วนในประเทศไทยคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเมื่อปี 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เห็นว่าการร่วมกันรณรงค์อย่างจริงจังที่ผ่านมาทำให้เกิดการตื่นตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นปีนี้(2553)จึงจะให้มีการรณรงค์อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีนั้นยังเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงอยู่ โดยเห็นได้จากสถิติที่พบขณะนี้ ปี 2551 ซึ่งปรากฎว่ามีเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงเข้ารับการรักษาพยาบาลจำนวนมากกว่า 26,000 ราย เฉลี่ย 73 รายต่อวัน นั่นก็หมายความว่า ในทุก ๆ 20 นาที จะมีเด็กหรือสตรีถูกทำร้าย 1 คน ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวมีผลกระทบไม่เพียงต่อสถานภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ถูกกระทำความรุนแรงโดยตรงเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น ความสูญเสียของสังคม ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องดูแลรักษาพยาบาล ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างทางสังคมโดยรวม โดยเฉพาะหากสถาบันครอบครัวอ่อนแอ หรือความรุนแรงกลายเป็นพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปก็ย่อมมีผลต่อสังคมและความสงบสุขของประเทศชาติโดยส่วนรวม เพราะฉะนั้นการรณรงค์ตลอดปี 2553 นี้ ถือเป็นงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และรัฐบาลจะได้รณรงค์ให้เกิดความตื่นตัวอย่างชัดเจนต่อไป นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดให้มีศูนย์ประชาบดี โทร 1300 เพื่อรับแจ้งเหตุความรุนแรงต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งยังมีช่องทางอื่น ๆ ซึ่งจัดขึ้นโดยทางภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนเข้ามามีส่วนสำคัญในการสร้างความตื่นตัวและช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการใช้ช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ ให้เป็นประโยชน์และร่วมกันเป็นหนึ่งเสียงในการยุติความรุนแรง โดยการติดเข็มริบบิ้นสีขาว เพื่อแสดงว่าจะ “ไม่นิ่งเฉย ไม่ยอมรับ และไม่กระทำ” ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ส่วนการดำเนินงานของรัฐบาลในด้านอื่นๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบัน ครอบครัว โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตลอดจนการรณรงค์ ให้บังคับใช้กฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ ของผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำความรุนแรงให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจ รวมทั้งปรับปรุงในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก กระบวนการสืบสวนสอบสวนต่าง ๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้ทราบและมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนครอบคลุมมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคงจะทำได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะที่สุดแล้วความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงต่อครอบครัวจะยุติได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในสังคมนั้นมีความคิด ทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องของปัญหาความรุนแรงและในเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว ดังนั้นงานทางด้านการรณรงค์ต่าง ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในนโยบายการต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะร่วมกันยุติปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว จึงขอขอบคุณทุกคนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ ซึ่งมีความตั้งใจร่วมกันในการที่จะขจัดปัญหาความรุนแรงดังกล่าวให้หมดไป จากนั้น นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ข้าราชการ ภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนดารานักแสดงชั้นนำจากไทยสีวีสี ช่อง 3 ได้ร่วมกันเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ ตามเส้นทางที่กำหนดภายในบริเวณตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำมาก ก่อนเดินทางกลับ
---------------------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/รายงาน
|