
<?xml version="1.0"  encoding="windows-874"?>
<rss version="2.0">
<channel>
     <sitedescription><![CDATA[ media.thaigov.go.th ]]></sitedescription>
	<title><![CDATA[<b>กระทรวงแรงงาน</b>]]></title> 
    <link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/index.aspx?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2]]></link> 
		
    <description><![CDATA[ ]]></description> 
    <pubDate><![CDATA[8/11/2549]]></pubDate> 

	<item>
		<title><![CDATA[ปลัดก.แรงงาน เผยผลประชุมบอร์ดประกันสังคมพิจารณาโครงการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41628]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <table border="0" cellspacing="2" cellpadding="2" width="100%" align="center"><tbody><tr><td><p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font size="2"><strong>นายสมชาย&nbsp; ชุ่มรัตน์&nbsp; ปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp; เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 มีเรื่องพิจารณาเห็นชอบแล้วคือ โครงการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ผ่านสายด่วน 1506&nbsp; หรือโครงการเช่าระบบบริการข้อมูล ศูนย์บริการข้อมูล 1506 พร้อมจัดหาบุคลากรในการให้บริการ<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ปลัดกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า ความเป็นมาของศูนย์บริการข้อมูล 1506 เริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 2537 ในระยะแรก สปส.ดำเนินการเอง ปี 2544-2547 เช่าระบบบริการงานประกันสังคมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีคู่สายให้บริการ 56 คู่สาย ใช้เจ้าหน้าที่ 37 คน ต่อมาในปี 2548-2552 เช่าระบบบริการข้อมูลประกันสังคม มีคู่สายให้บริการ 120 คู่สาย ใช้เจ้าหน้าที่ 78 คน&nbsp; และปัจจุบันจ้างเหมาบริการบำรุงรักษาระบบ&nbsp; พร้อมเจ้าหน้าที่ มีคู่สายให้บริการ&nbsp; 120 คู่สาย&nbsp; ใช้เจ้าหน้าที่&nbsp; 78&nbsp; คน สัญญามีผล 1 ปี (ปี 2553) หรือสิ้นสุดเมื่อโครงการใหม่ขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตามพบว่าสภาพปัญหา 1506 ในปัจจุบันยังคงมีอยู่ ซึ่งจากงานวิจัย <strong>&ldquo;การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องการประกันสังคมจากสื่อต่างๆ ของผู้ประกันตน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ของ สปส.&rdquo;</strong> โดยรศ.รัตนา จักกะพาก และคณะพบว่าผลการศึกษาเอกสาร (Documentary Research) นั้น สปส.ไม่มีการวิจัยอย่างเป็นระบบ ศูนย์สารนิเทศมีบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะด้านประชาสัมพันธ์ไม่เพียงพอ มีงบประมาณที่ทำให้สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง สปส.ควรกำหนดวิธีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ สปส.ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม ต้องจัดเตรียมแผนปฏิบัติงานประจำปีล่วงหน้า และควรใช้สื่ออื่นๆ เพิ่มเติมจากปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องด้วยสภาพปัญหาที่พบคือโทรติดยาก โทรติดแล้วต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่เท่านั้น ได้คุยกับเจ้าหน้าที่เพียง 35 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือต้องรอสายวนเวียนอยู่ในระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR) ถึง 65 เปอร์เซ็นต์&nbsp; และยังพบปัญหาว่าระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับภารกิจพิเศษหรือกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นได้&nbsp; ระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายเดิมที่มีอยู่ได้&nbsp; และสายโทรเข้าไม่ได้ประมาณ 1,700 สายต่อเดือนเป็นต้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ปลัดกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า โดยสรุปจำนวนสายที่โทรเข้าศูนย์บริการข้อมูล 1506 เฉลี่ยต่อเดือน เพิ่มขึ้นทุกปี คือ ในปี 2549 จำนวน 188,539 ครั้ง ปี 2550 จำนวน 168,887 ครั้ง ปี 2551 จำนวน 208,602 ครั้ง และปี 2552 จำนวน 333,364 ครั้ง&nbsp;&nbsp; ส่วนสายที่โทรเข้า 1506 คิดเป็นต่อปีคือ ในปี 2549 จำนวน 2,262,462 ครั้ง ปี 2550 จำนวน 2,026,649 ครั้ง ปี 2551 จำนวน 2,503,228 ครั้ง และปี 2552 จำนวน 4,000,366 ครั้ง ซึ่งในปี 2552 สาเหตุเพิ่มมากขึ้นเพราะสาเหตุมีภารกิจเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท) การลดอัตราเงินสมทบจากเดิมร้อยละ 5 ของค่าจ้าง เป็นร้อยละ 3 ของค่าจ้างเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน การขยายเวลารับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเดิม 180 วัน เป็น 240 วัน&nbsp; ดังนั้นประมาณการความต้องการปรับปรุงและพัฒนาระบบ 1506 จึงพบว่า การติดต่อศูนย์บริการ 1506 ต่อเดือน ((9.3 + 6.7) x 3.95%) อยู่ที่จำนวน 632,000 สาย ประมาณการสายที่ต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่ต่อเดือน (632,000 x 66%) อยู่ที่จำนวน 417,120 สาย เจ้าหน้าที่บริการข้อมูล (417,120 ต่อ จำนวน 237 คน) คำนวณจากความสามารถในการรับโทรศัพท์ 80 ครั้งต่อคนต่อวัน และมีเจ้าหน้าที่นั่งรับสายเพื่อให้บริการจำนวน 180 คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประมาณการที่มีการนำเสนอในรายงานวิจัยข้างต้นยังระบุถึงความต้องการปรับปรุงและพัฒนาระบบ 1506 ด้วยว่า มีสายทำรายการระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR) ต่อเดือน (632,000 x 34%) จำนวน 214,880 สาย คู่สายในการให้บริการคือ คู่สายสำหรับเจ้าหน้าที่ให้บริการ 180 คู่สาย อัตราการสำรองคู่สายระบบคิว (180 x 30%) 54 คู่สาย คู่สายสำหรับให้บริการระบบ IVR (180 x 34%) 61 คู่สาย รวมทั้งสิ้น 295.2 คู่สาย รวมเป็นคู่สายที่ตัดใช้ในโครงการ 300 คู่สาย (1E1 = 30 คู่สาย)<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <strong>ปลัดกระทรวงแรงงาน</strong> ระบุว่า สรุปแนวทางแก้ไขปัญหา ปรับปรุง และพัฒนา 1506 ในด้านการโทรติดยากนั้น ต้องเพิ่มคู่สาย การโทรติดแล้วติดต่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ และขยายเวลาให้บริการเป็น 24 ชั่วโมง การโทรติดแล้ววนอยู่ในระบบ IVR ต้องปรับปรุงโครงสร้าง IVR โดยลดกิ่งเมนู&nbsp; ส่วนระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับภารกิจพิเศษหรือกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นได้&nbsp; ระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายเดิมที่มีอยู่ได้นั้น ต้องเพิ่มระบบ (ที่นั่ง) และเพิ่มช่องทางการติดต่อ (Internet Call Center) เพิ่มคู่สายเพื่อรองรับการให้บริการเป็น 300 คู่สาย มีเจ้าหน้าที่ให้บริการ 237 คน เป็นเงิน 5.40 ล้านบาทต่อเดือน มีที่นั่งให้บริการ 180 ที่นั่งเป็นระบบฮาร์ดแวร์ 2.65 ล้านบาท ระบบซอฟท์แวร์บวกการพัฒนา 2.29 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษาระบบ 2.29 ล้านบาท ค่าปรับปรุงสถานที่&nbsp; (เฉลี่ย 36 เดือน)&nbsp; 0.26 ล้านบาทต่อเดือน ค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า) 0.25 ล้านบาทต่อเดือน ค่าบริหารจัดการโครงการ (15% ของค่าจ้างเจ้าหน้าที่) 0.81 ล้านบาทต่อเดือน และเพิ่มระยะเวลาให้บริการครอบคลุม 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ปลัดกระทรวงแรงงาน คำนวณด้วยว่าหากคิดเป็นรายเดือนจะตกเดือนละ 15.40 ล้านบาท หรือปีละ 186.48 ล้านบาท และหากคำนวณถึง 3 ปี จะตกอยู่ที่ 559.44 ล้านบาท&nbsp; หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ประกันตน 1 คน (16 ล้านคนต่อ 15.40 ล้านบาท) หรือเท่ากับ 1.03 บาทต่อคนต่อเดือน</font></font></font></font></font></p></td></tr><tr><td><p><font face="MS Sans Serif" size="2"></font></p><font face="MS Sans Serif" size="2"><hr /></font></td></tr></tbody></table>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[3/2/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รมว.แรงงาน ร่วมโครงการพัฒนาเครือข่ายประกันสังคมมาตรา 40 ขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41536]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;</font><font size="2"><strong>เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 11.00 น. นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมงานพิธีปิดการฝึกอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพหลักสูตร &ldquo;การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม&rdquo; และหลักสูตร &ldquo;การสาวไหมคุณภาพสูงด้วยเครื่องจักร&rdquo; ที่มูลนิธิจุลไหมไทย ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ และมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมรุ่นที่ 1/2553 <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้มูลนิธิจุลไหมไทย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการต้นกล้าอาชีพ เพื่อจัดการฝึกอบรมพัฒนาแรงงาน และเกษตรกรที่มีอาชีพในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการสาวไหมให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ และได้ราคาสูง โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2553 เดือนละ 1 รุ่น ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ พิษณุโลก ชัยภูมิ กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมคือ แรงงานทั่วไป และส่วนหนึ่งเคยเป็นพนักงานของบริษัทจุลไหมไทย ที่พักงานในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นการอบรมหลักสูตรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งหมด 3 รุ่น รวม 500 คน ระยะเวลา 28 วันและหลักสูตรการสาวไหมคุณภาพสูงด้วยเครื่องจักร จำนวน 300 คน ระยะเวลา 20 วัน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากนั้น <strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน </strong>ได้เดินทางไปยังห้องประชุมศรีเทพ โรงแรมโฆษิตฮิลล์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ในเวลา 13.30 น. เพื่อเปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางการพัฒนาระบบความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ โดยกล่าวว่านายอภิสิทธิ์&nbsp; เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีนโยบายจัดระบบดูแลด้านสวัสดิการของแรงงานนอกระบบให้มีความเป็นอยู่ที่ได้รับการดูแลครอบคลุมในเรื่องสวัสดิการที่กระทรวงแรงงานต้องดูแล ทั้งในเรื่องการจัดหางาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน การคุ้มครองสิทธิแรงงาน เป็นต้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้แรงงานนอกระบบมีจำนวนประมาณ 24 ล้านคน ทั่วประเทศ กระทรวงแรงงาน เห็นควรให้ได้รับการคุ้มครองด้านประกันสังคมโดยเร็วด้วยการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมมาตรา 40 ที่เป็นระบบสมัครใจมาตั้งแต่ปี 2537 โดยจะขยายความคุ้มครองไปถึงแรงงานนอกระบบที่ไม่มีนายจ้างอย่างเป็นทางการเช่น เกษตรกร ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้ขับรถรับจ้าง ซึ่งได้นัดหมายมาพบปะแสดงความเห็น เสนอแนะความต้องการ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการคุ้มครองประกันสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องความต้องการต่อไป ซึ่งสรุปว่าน่าจะมีการคุ้มครองประกันสังคม 5 กรณีได้แก่เงินทดแทนเมื่อต้องเจ็บป่วย เงินทดแทนกรณีคลอดบุตร เงินทดแทนเมื่อทุพพลภาพ ค่าทำศพ และมีเงินออมเมื่อเข้าสู่วัยชรา โดยเปิดโอกาสให้จ่ายเงินสมทบเป็นรายเดือนได้ และได้เร่งผลักดันเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสม คาดว่าจะเริ่มใช้กฎหมายฉบับใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 เป็น</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[2/2/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ปิดฉากการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23 พบช้างเผือกตัวแทนเด็กไทยเข้าแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนครั้งที่8]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41537]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานปิดการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นตั้งแต่วันที่ 29&nbsp; มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2553 แบ่งเป็นประเภทเยาวชนและบุคคลทั่วไป&nbsp; แข่งขันในสาขาช่าง 30&nbsp; สาขา ณ&nbsp; ตลาดเพชรเมืองราช&nbsp; จังหวัดราชบุรี&nbsp; ซึ่งตัวแทนเยาวชนที่ชนะการแข่งขันในครั้งนี้จะเตรียมเข้าแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้ และการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติในปี 2554 ณ ประเทศอังกฤษ ต่อไป<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 <strong>นายยุพ&nbsp; นานา&nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า&nbsp; &ldquo;กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาโดยตลอดด้วยการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกๆ 2 ปี&nbsp; โดยการแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือประเภทเยาวชนผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-21 ปี หรือเกิดระหว่างปี พ.ศ.2533-2537 และประเภทบุคคลทั่วไป โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว เตรียมพร้อมในการเพิ่มศักยภาพให้ได้มาตรฐาน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับอาเซียน และระดับโลก ซึ่งจะนำมาทั้งประสบการณ์ ความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ และเพิ่มโอกาสในการได้รับการจ้างงาน&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายธนัต&nbsp; ศรีนา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 จังหวัดสมุทรปราการ</strong>&nbsp; กล่าวว่า &ldquo;รู้สึกดีใจที่ผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 สามารถกวาดรางวัลเหรียญทองมากที่สุดจากการแข่งขัน ถือว่าเป็นกำลังใจที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคน รวมถึงกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมกันทำงาน และสร้างสรรค์หลักสูตรที่ดี และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดอาชีพในโลกปัจจุบัน อย่างน้อยทำให้เยาวชนมีอาชีพเลี้ยงตัวเองไม่เป็นภาระสังคม&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp; ว่าที่ร้อยเอกสมานมิตร พัฒนา หัวหน้าสำนักงานโครงการลูกพระดาบส และหัวหน้าหลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือน</strong> กล่าวว่า &ldquo;ขอบคุณกระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1&nbsp; ได้ร่วมจัดหลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือนเพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ซึ่งวันนี้ทางมูลนิธิได้ส่งเข้า 2 สาขาได้แก่สาขาอุตสาหกรรมไม้เครื่องเรือน และสาขาต่อมุมไม้ ซึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วสามารถคว้าเหรียญทองได้ทั้ง 2 สาขา&nbsp; โดยการแข่งขันครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้าแข่งขันมีกำลังใจ มีความมั่นใจและมีทักษะ ประสบการณ์พร้อมที่จะเข้าแข่งขันเป็นผู้แทนคนไทยเข้าแข่งขันในโอกาสต่อไป&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong> นายเฉลิมเผ่า เมฆขลา</strong> อายุ 18 ปี ผู้ชนะเลิศการแข่งขันประเภทเยาวชนสาขาอุตสาหกรรมเครื่องไม้เครื่องเรือน&nbsp; กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลเหรียญทองในครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ได้รับทำให้เกิดความมั่นใจ พร้อมที่จะสู้ในเวทีประกวดครั้งอื่นๆอีกต่อไปขอบคุณกระทรวงแรงงานที่ให้โอกาสคนที่ด้อยฐานะในสังคมได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้เข้าอบรมหลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือน ได้รับโอกาสเข้าแข่งขันจนได้รับรางวัล ซึ่งในชีวิตไม่คิดว่าจะได้รับโอกาส ดีๆแบบนี้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายคะนอง ฎาชา</strong>&nbsp; อายุ 33 ปี ผู้ชนะเลิศรางวัลเหรียญทองประเภทบุคคลทั่วไปสาขาจักรยานยนต์ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดพีซีวาย เทรดดิ้ง จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า &ldquo;ดีใจมากที่กระทรวงแรงงานจัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้น เปิดเวทีให้คนต่างจังหวัดได้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้รับทักษะ ความมั่นใจสามารถนำไปประกอบอาชีพให้ก้าวหน้าได้&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับตัวแทนเยาวชนที่ชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้บางสาขาจะได้รับการคัดเลือกเพื่อเก็บตัวกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถานประกอบกิจการ ก่อนเข้าการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 18-23 พฤศจิกายน 2553 ณ แชลเลนเจอร์ ฮอลล์ อิเพ็ค เมืองทองธานี และการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติในปี 2554 ณ ประเทศอังกฤษต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับเงินรางวัลประเภทเยาวชน เหรียญทอง รางวัลละ 50,000 บาท&nbsp; เหรียญเงิน รางวัลละ 30,000 บาท เหรียญทองแดง รางวัลละ 18,000 บาท และรางวัลชมเชย รางวัลละ 12,000 บาท สำหรับประเภทบุคคลทั่วไป&nbsp; เหรียญทอง รางวัลละ 30,000 บาท&nbsp; เหรียญเงิน รางวัลละ 15,000 บาท เหรียญทองแดง รางวัลละ 9,000 บาท และรางวัลชมเชยรางวัลละ 6,000 บาท</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[2/2/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รมว.แรงงาน เปิดการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41534]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; เป็นประธานเปิดการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23&nbsp; จัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่&nbsp; 29 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2553 แบ่งเป็นประเภทเยาวชนและบุคคลทั่วไป&nbsp; แข่งขันในสาขาช่าง 30 สาขา ณ ตลาดเพชรเมืองราช จังหวัดราชบุรี&nbsp; <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติของไทยได้มีการดำเนินการมาถึงปีที่ 40 และได้มีการจัดการแข่งขันมาจนถึงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 23&nbsp; ซึ่งคงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกท่านแล้วว่าแรงงานเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติก็เป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรแรงงานของประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งการแข่งขันจะนำไปสู่การพัฒนา และครอบคลุมทั้งการแข่งขันกับตัวเอง การแข่งขันกับ คู่แข่งขัน รวมถึงการแข่งขันกับแรงงานในต่างประเทศ&nbsp; เนื่องจากเมื่อสิ้นสุดการแข่งขันผู้แข่งขัน อาจจะกลายเป็นผู้ทำงาน&nbsp; เพราะฉะนั้นเวทีการแข่งขันในช่วงนี้คือ&nbsp; แบบจำลองของโลกการทำงานที่ต้องมีการแข่งขัน ทั้งในระดับชาติ&nbsp; ระดับโลก ผู้แข่งขันในสถานการณ์หรือเวทีใดก็ตามจึงต้องมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานการณ์ที่สมาชิกในกลุ่มอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN&nbsp; Economic&nbsp; Community ภายในปี 2015 ผลประการหนึ่งที่ตามมาคือ อาเซียนจะเป็นเขต&nbsp; ไร้พรมแดนด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน&nbsp; ในภาวะเช่นนี้ทุกประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทยจะต้องเตรียม&nbsp; แรงงานฝีมือในประเทศให้พร้อมกับการมาลงทุนของต่างประเทศ&nbsp; ต้องรับมือกับแรงงานต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย&nbsp; ต้องพร้อมที่จะส่งแรงงานมีฝีมือของไทยไปทำงานในต่างประเทศที่ให้โอกาสที่ดีกว่าทางเศรษฐกิจ&nbsp; และหัวใจของความสำเร็จคือ การเตรียมแรงงานฝีมือ ในประเทศให้มีความพร้อมทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ รวมถึงเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><strong>&ldquo;ผมมีความเชื่อมั่นว่าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ&nbsp; นอกจากมี&nbsp; ความสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว&nbsp; ยังช่วยสร้างค่านิยมที่ดีงามให้เกิดขึ้นต่อการพัฒนาฝีมือแรงงาน&nbsp; รวมถึงการชื่นชมผู้ที่มีฝีมือ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่สุดของประเทศ&rdquo; นายไพฑูรย์ฯ&nbsp; กล่าว<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ได้จัดให้มีการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ใน 30 สาขา แบ่งเป็นประเภทเยาวชนและบุคคลทั่วไป&nbsp; ประเภทเยาวชน 20 สาขา คือ สาขาเมคคาทรอนิกส์ ออกแบบและเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ CAD เครื่องจักรกล CNC เครื่องประดับ ปูกระเบื้อง เทคโนโลยีสารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม&nbsp; กราฟิกดีไซน์&nbsp; เครื่องปรับอากาศ การติดตั้งไฟฟ้าภายในอาคาร อุตสาหกรรมไม้เครื่องเรือน ต่อประกอบมุมไม้&nbsp; ท่อและสุขภัณฑ์ จัดดอกไม้&nbsp; บริการอาหารและเครื่องดื่ม&nbsp; เทคโนโลยียานยนต์&nbsp; เว็บดีไซน์ ก่ออิฐ เทคโนโลยีงานเชื่อม และสาขาแฟชั่นเทคโนโลยี&nbsp; ประเภทบุคคลทั่วไป 10 สาขา&nbsp; คือ สาขาเทคโนโลยีจักรยานยนต์&nbsp; เทคโนโลยีงานสีรถยนต์ แต่งผม ประกอบอาหารไทย&nbsp; ฉาบปูน&nbsp; เว็บดีไซน์&nbsp; ก่ออิฐ&nbsp; เทคโนโลยีงานเชื่อม&nbsp; แฟชั่นเทคโนโลยี&nbsp; และเทคโนโลยียานยนต์</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[29/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน เตือนคนงานไทยในไต้หวันอย่าหลงเชื่อรับซิมโทรศัพท์ฟรี]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41533]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับร้องเรียนจากแรงงานไทยในไต้หวัน ว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ดำเนินการในทางทุจริตต่างๆ อย่างไรก็ตามแรงงานไทยยังประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องและได้ขอความช่วยเหลือจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะลิลา(ส่วนที่2) หรือสนร.ไทเป มาตลอด<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>สนร.ไทเป</strong>&nbsp; ได้ตรวจสอบพบว่ามีวิธีการดังนี้ บริษัทจัดหางานไทยได้ให้เอกสารแบบฟอร์มต่างๆ ไว้โดยสอดแทรกแบบฟอร์มขอรับซิมการ์ดโทรศัพท์ฟรีไว้ด้วย โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะซื้อไปใช้ในการติดต่อข่มขู่รีดไถทางธุรกิจและเมื่อตำรวจตรวจสอบได้ก็จะจับกุมคนงานที่เป็นเจ้าของโทรศัพท์ มีคนงานหลายสิบคนถูกจับฟ้องศาลแล้ว และมีข้อเรียกร้องจากแรงงานไทยนำซิมการ์ดไปขายหรือยกให้เพื่อนไปใช้ต่อและหมายเลขดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในทางทุจริตในท้ายที่สุด ทุกครั้งที่ได้รับแจ้งเตือนจากสนร.ไทเปได้ประสานให้นายจ้างและบริษัทจัดหางานช่วยเหลือคนงานทุกคนอย่างเต็มที่และได้ประชาสัมพันธ์เตือนคนงานไทย&nbsp; โดยคนไทยส่วนใหญ่จะใช้วิธีโอนเงินกลับบ้านผ่านร้านอาหารไทยและร้านค้าย่อยเนื่องจากสะดวกและเสียค่าธรรมเนียมถูกกว่าโอนธนาคาร อย่างไรก็ตามร้านอาหารดังกล่าวมีร้านอาหารบางแห่งได้นำข้อมูลหายเลขบัญชีคนงานไปใช้ในการฟอกเงิน โดยที่คนงานไม่รู้เรื่องจนถูกหมายศาลเรียกตัว<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong> นายไพฑูรย์</strong> กล่าวต่อว่า เห็นสมควรให้กรมการจัดหางานควบคุมอย่างใกล้ชิดมิให้มีการแจกซิมการ์ดโทรศัพท์ทั้งภายในและภายนอกห้องอบรมและตักเตือนคนงานไทยให้อ่านข้อความให้เข้าใจชัดเจนก่อนลงนามและยังได้เตือนให้บริษัทจัดหางานไทยตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงาน หากกรมการจัดหางานพบว่ามีการฝ่าฝืนและคนงานตกเป็นเหยื่อจากการกระทำดังกล่าว บริษัทจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก รวมทั้งอบรมคนงานในไต้หวันอย่าใช้ซิมการ์ดหลายเบอร์ เพราะอาจถูกนำไปใช้ในทางทุจริตและก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนเองส่วนกรณีโอนเงินกลับบ้านของคนไทย กรมการจัดหางานควรอบรมให้ทราบข้อเสียและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการโอนเงินผ่านร้านค้าย่อยที่มิใช่สถาบันการเงินที่ถูกกฎหมายเพราะอาจสูญเสียเงิน <strong>นายไพฑูรย์</strong>&nbsp; กล่าวในท้ายสุด</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[29/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเวทีค้นหาสุดยอดช่างฝีมือไทย ก้าวสู่การเวทีอาเซียน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41333]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font face="MS Sans Serif" size="2"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font size="2"><font face="MS Sans Serif">&nbsp;</font></font><font face="MS Sans Serif"><font size="2"><strong>กระทรวง แรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดงานแถลงข่าวการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23 วันที่ 26 มกราคม 2553 เวลา 16.00 น. ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่ กรุงเทพฯ&nbsp; ภายในงานจะได้พบกับตัวแทนเยาวชนที่ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันฝีมือแรงงาน นานาชาติ <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;นายยุพ&nbsp; นานา&nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน</strong> เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้เยาวชนและกำลังแรงงานได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จะเป็นฟันเฟืองและกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดให้มีการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกๆ 2 ปี เพื่อกระตุ้นให้แรงงานไทยมีการเตรียมความพร้อมที่จะเพิ่มศักยภาพของตนเองให้ ได้มาตรฐานทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รองรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและนานาชาติในระยะยาว <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 23 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ตลาดเพชรเมืองราช จังหวัดราชบุรี&nbsp; โดยมีตัวแทนช่างฝีมือที่ชนะเลิศในระดับภาค เข้าร่วมแข่งขัน มีการชิงชัยทั้งหมด 30 สาขา แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเยาวชน จัดการแข่งขันใน&nbsp; 20 สาขา ได้แก่ เมคคาทรอนิกส์ ออกแบบและเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ CAD เครื่องจักรกล CNC เครื่องประดับ&nbsp; ปูกระเบื้อง เทคโนโลยีสารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม กราฟิกดีไซน์ เครื่องปรับอากาศ การติดตั้งไฟฟ้าภายในอาคาร อุตสาหกรรมไม้เครื่องเรือน ต่อประกอบมุมไม้&nbsp; ท่อและสุขภัณฑ์ จัดดอกไม้ บริการอาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยียานยนต์ เว็บดีไซน์ ก่ออิฐ เทคโนโลยีงานเชื่อม และแฟชั่นเทคโนโลยี&nbsp; และประเภทบุคคลทั่วไป จัดการแข่งขันใน 10 สาขา ได้แก่ เทคโนโลยีจักรยานยนต์ เทคโนโลยีงานสีรถยนต์ แต่งผม ประกอบอาหารไทย ฉาบปูน เว็บดีไซน์ ก่ออิฐ เทคโนโลยีงานเชื่อม แฟชั่นเทคโนโลยี และเทคโนโลยียานยนต์&nbsp; ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากจะได้ชมการแข่งขันของเยาวชนทั้ง 30 สาขาแล้ว ยังจะได้ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งการช่างไทย&nbsp; และสินค้า OTOP จากทั่วประเทศที่นำมาจัดแสดงให้ผู้ร่วมงานได้เลือกชมและเลือกซื้อ&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <strong>กระทรวงแรงงาน</strong> ได้เล็งเห็นผลการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้ความสำคัญและตระหนักถึงคุณค่าของ การพัฒนาฝีมือแรงงานด้านวิชาชีพ พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพและความสามารถให้เกิดประโยชน์ และสร้างมาตรฐานด้านฝีมือให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผู้ที่ชนะการแข่งขันในครั้งนี้ ในบางสาขาจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 8 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 18 - 23 พฤศจิกายน 2553 ณ แชลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 - 2&nbsp; อิมแพ็ค เมืองทองธานี และการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติต่อไป&nbsp;&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp; นายยุพ</strong>&nbsp; กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันฝีมือแรงงาน จะกระตุ้นให้เกิดแรงงานฝีมือในสาขาต่างๆ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน การเพิ่มขึ้นของกำลังแรงงานที่มีฝีมือในประเทศ จะนำไปสู่ความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทย หรือการจ้างงงานคนไทยที่มีฝีมือไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งสาขาที่ได้รับการคัดเลือกให้มีการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับอาเซียน หรือระดับนานาชาติ มักเป็นสาขาที่อยู่ในความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งสร้างเสริมรายได้และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม</font></font></font></font></font></font></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[27/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[กก.อาชีวอนามัย ความปลอดภัยฯ พิจารณาแผนระเบียบวาระแห่งชาติระยะ 3 ปี แรงงานปลอดภัยฯ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41186]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font face="MS Sans Serif" size="2"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2"><strong> เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ครั้งที่ 1/2553 โดยคณะกรรมการฯ ได้รับทราบการรายงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ถึงความคืบหน้าการดำเนินการกรณีเกิดอุบัติเหตุสารเคมีไฮโดรเจนซัลไฟด์-ก๊าซ ไข่เน่า รั่วไหลที่บริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) จังหวัดสระบุรี เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2552 <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีอนุมัติให้ดำเนินคดีบริษัทฯ&nbsp; ตามความเห็นของสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรีใน&nbsp; 3&nbsp; ประเด็นคือ 1.ไม่รายงานผลตรวจวัดสารเคมีอันตรายในบรรยากาศการทำงาน (สอ.3)&nbsp; 2.กรณีลูกจ้างไม่ใช้หรือไม่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่มี ความเหมาะแก่สภาพและคุณลักษณะของสารเคมีอันตราย แต่ไม่สั่งหยุดการทำงานของลูกจ้างทันที่จนกว่าจะได้สวมใส่&nbsp; 3.ไม่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน(จป.)ระดับเทคนิคขั้นสูง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังได้พิจารณา เรื่องร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการ ปี 2549&nbsp; ตามที่คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่าควรแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการฯ ในบางประเด็น โดยได้แต่งตั้งอนุกรรมการยกร่างมาตรฐานฯ เพื่อดำเนินการ และคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาปรับแก้ไขแล้วจึงได้นำเสนอเพื่อให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในประเด็นการเพิ่มคำนิยาม &ldquo;ความปลอดภัย&rdquo; ให้หมายความว่า ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน&nbsp; การเพิ่มคำว่า &ldquo;เฉพาะ&rdquo; ในข้อ 13 ให้นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างคนหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 14 เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง ประจำสถานประกอบกิจการตามข้อ 1(2) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปแต่ไม่ถึงร้อยคน เพื่อปฏิบัติงาน<strong> &ldquo;เฉพาะ&rdquo;</strong> ด้านความปลอดภัยฯ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับประเด็นพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงยังได้เพิ่มเติมประเด็นให้สถานประกอบ กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปต้องมีจป.ระดับวิชาชีพ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50-99 คนต้องจัดให้มี จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง เปิดโอกาสให้ จป.ตามประกาศปี 2528 สามารถอบรมเพิ่มเติม เพื่อเป็น จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง และเปิดโอกาสให้ จป.ตามประกาศรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ปี 2534 สามารถอบรมเพิ่ม เติมเพื่อเป็น จป.ระดับเทคนิคขั้นสูงได้ <br />&nbsp;ใน ส่วนการสนับสนุนประการอื่นๆ ยังกำหนดประเด็นให้เป็นผู้สำเร็จการศึกษา หรือผ่านการฝึกอบรมและทดสอบในหลักสูตรที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกาศ เพื่อเปิดกว้างรองรับในหลักสูตรที่เหมาะสม และเพื่อเปิดโอกาสให้ จป.ตามประกาศปี 2528 สามารถเข้าอบรมและทดสอบ เพื่อเป็น จป.ระดับวิชาชีพ ตามกฎกระทรวงฯ ปี 2549 ได้&nbsp; ตลอดจนเพื่อเปิดโอกาสให้ จป. ตามประกาศฯ ปี 2534 สามารถเข้าอบรมและทดสอบเพื่อเป็น จป.วิชาชีพ ตามกฎกระทรวงฯ ปี 2549 ได้&nbsp; และประเด็นสุดท้ายก็เพื่อให้สถานประกอบกิจการขนาดเล็ก อาจใช้ จป.ระดับวิชาชีพ เป็นหัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัยอีกตำแหน่งได้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สุดท้ายฝ่ายเลขานุการฯ ได้นำเสนอแผนระเบียบวาระแห่งชาติ <strong>&ldquo;แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี&rdquo; </strong>ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2552 - 2554)&nbsp; </font></font></font></font></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[22/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน แจงผลการดำเนินการตามโครงการต้นกล้าอาชีพสำหรับผู้ว่างงาน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41184]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font face="MS Sans Serif" size="2"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp; <strong>นาย ไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; เปิดเผยว่า ที่ประชุมกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553&nbsp; เรื่องผลการดำเนินการตามโครงการต้นกล้าอาชีพสำหรับผู้ว่างงาน ในปีงบประมาณ 2552 เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในชุมชน (โครงการต้นกล้าอาชีพ) ทาง <strong>กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.)</strong> ได้สรุปผลการดำเนินการฝึกอบรมตั้งแต่เดือนเมษายน-เดือนตุลาคม 2552 ได้จัดอบรมไปแล้ว 7 รุ่น โดยมีผู้เข้าฝึก จำนวนทั้งสิ้น 37,992 คน ได้ผ่านการฝึกจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวนทั้งสิ้น 36,099 คน&nbsp; คิดเป็นร้อยละ&nbsp; 95 และมีงานทำ จำนวน 3,804 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.5&nbsp; ประกอบอาชีพอิสระจำนวน 25,913 ราย คิดเป็นร้อยละ 71.8 และเป็นผู้รองาน 6,382 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.7</font></font></font></font></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[22/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[มติ ครม.เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาผ่อนผันและพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวฯ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41185]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;นาย พงศักดิ์&nbsp; เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 ได้มีมติครม.เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนและการ พิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย ที่คณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย (กบร.) เสนอเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณา โดยมีสาระดังนี้<br /><br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#6495ed">&nbsp;<strong>&nbsp; <font color="#000000">เรื่อง การขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงาน ต่างด้าว และการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เพิ่มเติม</font></strong><font color="#000000"> </font><br /></font><br /></font></font></font><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2"><strong><font color="#ffa07a"><font color="#1e90ff">คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้ </font><br /></font></strong><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; 1. การขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่ว คราวแก่แรงงาน ต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่จดทะเบียน และได้รับอนุญาตทำงาน ปี 2552 ตามมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,310,690 คน (พม่า 1,076,110 คน ลาว 110,406 คน กัมพูชา 124,174 คน) ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 มกราคม 2553 จำนวน 61,543 คน และแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวน 1,249,147 คน ที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ โดยขยายเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ไม่เกิน 2 ปี สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 และไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยแรงงานต่างด้าวดังกล่าวต้องกรอกแบบการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 และเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จตามวันเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><font color="#1e90ff"> 1) กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ ดังนี้</font>&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></font></font></font><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">(1) ออกประกาศผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติ คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศขยายเวลาผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นการชั่วคราวแก่แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตทำงานปี 2552 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 มกราคม 2553 และใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ โดยขยายเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ไม่เกิน 2 ปี สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 และไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2) ออกประกาศรับรองการใช้เอกสารแทนหนังสือเดินทางของแรงงาน ต่างด้าวสัญชาติลาว และกัมพูชา รวมทั้งออกประกาศกำหนดเงื่อนไขรองรับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของแรงงาน พม่าเพื่อไปพิสูจน์สัญชาติในประเทศพม่า และการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าในประเทศไทย (เฉพาะกลุ่มที่กระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้ออกประกาศรองรับ)โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกประกาศมิให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 12(1) และ(3) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้สามารถใช้หนังสือเดินทางชั่ว คราว (Temporary Passport) หรือเอกสารรับรองบุคคล (Certificate Of Identity) เพื่อขอรับการตรวจลงตราและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นเวลา 2 ปี และสามารถขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียวระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>&nbsp;<font color="#1e90ff"> 2) กรมการปกครองดำเนินการ ดังนี้ <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดทำทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักร และได้รับอนุญาตทำงานโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และมาตรา 8/2 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร(ฉบับที่2) พ.ศ. 2551 ดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าวและบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มี สัญชาติไทย </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#1e90ff">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><strong><font color="#1e90ff">3) กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ดังนี้ <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแก่แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการขยายเวลาการผ่อนผัน ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว โดยแรงงานต่างด้าวชำระค่าตรวจสุขภาพ 600 บาทและค่าประกันสุขภาพ 1,300 บาท ในกรณีแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานตามระบบผ่อนผันเดิม ซึ่งใบอนุญาตทำงานยังไม่สิ้นอายุ และได้รับการพิสูจน์สัญชาติให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณายกเว้นการดำเนินการ ตรวจสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าวดังกล่าว ซึ่งตรวจสุขภาพแล้วตามระบบผ่อนผันเดิมไม่ต้องตรวจสุขภาพซ้ำซ้อนอีก </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;&nbsp; <font color="#1e90ff">4) กระทรวงแรงงานดำเนินการ ดังนี้</font> <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) พิจารณาอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการขยายเวลาการผ่อนผันให้อยู่ ในราชอาณาจักร โดยแรงงานต่างด้าวต้องยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ออกใบอนุญาตทำงานเป็นรายปีตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 พร้อมทั้งจัดส่งข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานให้กรมการปกครอง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง (ในกรณีกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ยังไม่สามารถใช้บังคับให้ออกใบอนุญาตทำงานตามแบบเดิมที่ดำเนินการร่วมกับ กรมการปกครอง)&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(2) พิจารณาอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ โดยแรงงานต่างด้าวต้องยื่น คำขอและชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กฎหมายกำหนด สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งมีใบอนุญาตทำงานตามระบบผ่อนผันเดิมและใบอนุญาตทำงานยังไม่หมดอายุ ให้พิจารณายกเว้นการเก็บเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานในช่วงเวลาที่ทับซ้อน กัน <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เป็นภาษาไทย-พม่า ไทย-ลาว และไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างความเข้าใจแก่นายจ้างและแรงงานต่างด้าวในการดำเนินการพิสูจน์ สัญชาติ </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; <font color="#1e90ff">&nbsp;5) กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ ดังนี้ <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; (1) มอบอำนาจให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการรับตรวจลงตรา (Visa ประเภท Non-Immigrant-LA) ให้แก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) ติดตามเร่งรัดทางการพม่าในการตรวจสอบแบบพิสูจน์สัญชาติ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) ประสานการเจรจาให้ทางการพม่า ลาว และกัมพูชาเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวของตนในประเทศไทย เพื่อรับรองสถานะโดยการออกหนังสือเดินทางชั่วคราวหรือเอกสารรับรองบุคคล </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<font color="#1e90ff"> <strong>&nbsp;6) กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong> <font color="#000000">ดำเนิน การตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการป้องกันและสกัดกั้นการเข้ามาของแรงงาน ต่างด้าวรายใหม่เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศ</font></font><font color="#000000"> </font></font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><font color="#1e90ff"><strong> 7) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong> </font><font color="#000000">ดำเนิน การตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการ ปราบปรามจับกุม ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์และลักลอบทำงาน รวมทั้งนายจ้างที่ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าว ผู้นำพาและผู้ให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย </font></font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <strong><font color="#1e90ff">8) สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการ ดังนี้ <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; (1) รับตรวจลงตรา และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวพม่า ลาว และกัมพูชาที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว กรณีแรงงานต่างด้าวพม่าที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้ดำเนินการขอรับการ ตรวจลงตราจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอเมือง จังหวัดระนอง และจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราอัตรารายละ 500 บาท <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;(2) ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการผลักดันส่งกลับแรง งานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์สัญชาติ และดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการผลักดันส่งกลับแรงงานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์ สัญชาติและลักลอบทำงาน </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp; </strong><font color="#1e90ff"><strong>9) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong> </font><font color="#000000">พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการสำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ไม่ได้รับการรับรองสัญชาติ </font></font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#1e90ff">&nbsp;&nbsp;10) กรอบระยะเวลาดำเนินการให้ดำเนินการนับแต่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยไม่ต้องรอการยืนยันจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดังนี้ <br /></font></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) การออกประกาศขยายเวลาการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรฯ ให้กระทรวงมหาดไทย ออกประกาศมารองรับการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จโดยเร็วนับแต่ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยให้การผ่อนผันมีผลครอบคลุมแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 มกราคม 2553 และแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; (2) การรับคำขออนุญาตทำงาน ให้กระทรวงแรงงานรับคำขออนุญาตทำงานและพิจารณาอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าว ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานปี 2552 ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 มกราคม 2553 และใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ นับแต่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแต่ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ทั้งนี้ในระหว่างการพิจารณาอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำงานไป พลางก่อนได้ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) การจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าวให้กรมการปกครองดำเนินการจัดทำทะเบียน แรงงาน ต่างด้าว และบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยให้แล้วเสร็จนับแต่วันที่ได้รับ ข้อมูลการอนุญาตทำงาน <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; (4) การตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตรวจสุขภาพและ ประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในปี 2552 ให้แล้วเสร็จโดยเร็วนับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (5) การสกัดกั้นการเข้ามาของคนต่างด้าว ให้กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้ามาของคน ต่างด้าวรายใหม่อย่างต่อเนื่อง <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6) การปราบปรามจับกุม ดำเนินคดีคนต่างด้าวให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปราบปรามจับกุม ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์สัญชาติ และลักลอบทำงาน รวมทั้งนายจ้างที่ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าว ผู้ให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (7) การผลักดันและส่งกลับแรงงานต่างด้าว ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการผลักดันและส่งกลับแรงงานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์สัญชาติและลักลอบทำ งานอย่างจริงจังต่อเนื่อง <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(8) เงื่อนไขอื่น ๆ แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการขยายเวลาการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรต้องไป ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด หากเลยกำหนดแล้วไม่ไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติให้สิ้นผลการอยู่ในราชอาณาจักร และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการผลักดันส่งกลับ ในระหว่างการจ้างงานให้นายจ้างกำกับ ดูแล หรือจัดหาที่พักให้แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งเพื่อให้สามารถตรวจ สอบได้ และแรงงานต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วห้ามเปลี่ยนนายจ้าง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นในกรณีนายจ้างเดิมเสียชีวิต นายจ้างเลิกกิจการ ถูกนายจ้างกระทำทารุณกรรม นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน </font></font></font></p> <p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเพิ่ม เติมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง พ.ศ. 2544 โดยให้เพิ่มเติมอธิบดีกรมการปกครอง เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง </font></font></font></p>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[20/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[อาสาสมัครแรงงานนครศรีธรรมชาติเข้มแข็งตอบรับดี เป็นอาสาสมัครแรงงานได้ช่วยเหลือคนให้มีอาชีพและรายได้"]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=41183]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font face="MS Sans Serif" size="2"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2"><strong>นาย
ไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า
การสัมมนาพี่เลี้ยงและอาสาสมัครแรงงานภาคใต้ถือเป็นการบูรณาการงาน
ของกระทรวง&nbsp; นำภารกิจและบริการด้านแรงงานผ่านเครือข่ายด้านแรงงาน
องค์กรภาครัฐ&nbsp; ภาคเอกชน&nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อาสาสมัครแรงงานสู่พื้นที่ชุมชนให้ทันต่อเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพ&nbsp;
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ&nbsp;
โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่เป็นกำลังแรงงานสำคัญกลุ่มใหญ่ของประเทศ&nbsp;
ซึ่งจะให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่จบใหม่ ประชาชนที่ว่างงาน
และแรงงานคืนถิ่นมีงานทำทั้งในประเทศและ&nbsp; ต่างประเทศ&nbsp;
การประกอบอาชีพอิสระ&nbsp; การให้ความรู้&nbsp;
ทักษะการประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม&nbsp;
งานภาคเกษตรผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม&nbsp;
และความปลอดภัยในการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด&nbsp;
รวมถึงการปรับปรุงสิทธิประกันสังคมแก่แรงงานนอกระบบให้ได้รับการคุ้มครอง
ประกันสังคมตามกฎหมายประกันสังคม มาตรา 40 จากเดิม 3 กรณี เป็น 5 กรณี
ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่&nbsp; 1&nbsp; กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป</strong><br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;นายอชิตพล&nbsp; บุญสนอง ประธานอาสาสมัครแรงงานอำเภอถ้ำพรรณา จังหวัดนครศรีธรรมราช</strong>&nbsp;
กล่าวว่า การเป็นอาสาสมัครแรงงานได้ช่วยเหลือคน โดยเฉพาะการหารายได้เสริม
ทำให้มีอาชีพ&nbsp; สร้างรายได้ให้คนในชุมชนเป็นอย่างดี ช่วยคนแล้วสบายใจ&nbsp;
ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นอาสาสมัครแรงงาน&nbsp; (อสร.)&nbsp;
ได้เป็นเครือข่ายอาสาสมัครอื่นๆ&nbsp; เป็นอสร.มา 6 ปี แล้ว
อสร.ที่นครศรีธรรมราชเข้มแข็งมากปีที่ผ่านมาอสร.ทั้ง&nbsp; 23&nbsp; คน&nbsp;
ได้รับรางวัลคนดีศรีนครจากรองผู้ว่าราชการจังหวัด&nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งที่หน้า
ภาคภูมิใจมาก&nbsp;
และเร็วๆนี้คาดว่าเดือนมีนาคมนี้จะเปิดชมรมอสร.อย่างเป็นทางการเพื่อใช้เป็น
สถานที่ในการประชุม พบปะ&nbsp; โดยจะมีการประชุมทุกเดือน&nbsp;
มีเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน&nbsp;
หมุนเวียนมาให้ความรู้ที่ครอบคลุมทุกภารกิจ&nbsp; อาทิ&nbsp; การมีงานทำ&nbsp;
การพัฒนาฝีมือแรงงาน&nbsp; การประกันสังคม&nbsp; การคุ้มครองคนหางาน&nbsp;
เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์&nbsp; ความรู้&nbsp; แลกเปลี่ยนกัน&nbsp;
ซึ่งชมรมดังกล่าวสมาชิกร่วมกันจัดตั้งขึ้น&nbsp; และหากไม่เข้าประชุมติดต่อกัน&nbsp;
3&nbsp;ครั้ง&nbsp; ก็ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิก&nbsp; โดย
อสร.ทุกคนหลังจากกลับมาจากการประชุมในระดับจังหวัดมาแล้ว&nbsp; แกนนำทุกคน
จะต้องเข้าประชุมกับกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ทุกเดือนเพื่อร่วมกันทำแผน
พัฒนาแรงงานระดับตำบล&nbsp;&nbsp;ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความรู้ทันเหตุการณ์&nbsp;
และเชื่อว่าการที่จะเป็นอาสาสมัครแรงงานที่ดีได้ต้องมีใจรักมีจิตอาสา<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;
&nbsp;
ฝากให้กระทรวงแรงงานพิจารณาค่าตอบแทนให้อาสาสมัครแรงงานระดับตำบลเป็นค่าใช้
จ่ายในการเดินทางเพื่อมาประชุมตามที่มาจริง&nbsp; และพิจารณาสนับสนุนอุปกรณ์&nbsp;
เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงาน&nbsp;
ขยายเพิ่มเติมอัตราอาสาสมัครประจำหมู่บ้านทุกหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ในการ
ประชาสัมพันธ์ภารกิจด้านแรงงานและอื่นๆให้ครบวงจรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ
ให้มากที่สุด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;นางแพรวพรรณ สรรเพชร์&nbsp; อาสาสมัครระดับตำบล</strong>
กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เป็นเครือข่ายอาสาสมัครอื่นๆ อาทิ อสม.&nbsp;
เป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร&nbsp; โดยส่วนตัวตั้งใจว่าจะทำงานเป็น&nbsp;
เครือข่ายอสร.ต่อไป&nbsp; ถึงแม้ว่าจะไม่ค่าตอบแทนมาช่วยเหลือ&nbsp;
แต่ทำแล้วสบายใจ&nbsp; ภูมิใจที่สามารถช่วยเหลือให้คนในพื้นที่ให้มีรายได้
ได้ฝึกอาชีพ&nbsp; และทำให้รู้จักเครือข่ายอื่นเพิ่มขึ้นมากมาย </font></font></font></font></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ <br>]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[19/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[กมธ.แรงงานฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางประสานบริหารแรงงานต่างด้าว]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40827]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;</strong>&nbsp;</font><font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553 นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; ได้รับรองคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภา โดยบรรยายสรุปและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม การพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน และการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว โดยการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันเพื่อมุ่งประสานให้เกิดความสอดคล้องประสานเกิดเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ได้มีแนวคิดที่จะขยับขยายคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย (กบร.) ให้มีฐานะเป็นกรมที่มีการรวมศูนย์ด้านการดูแลแรงงานต่างด้าวให้คอรบคลุมกว้างขวางมากขึ้น ให้มีข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ทันสมัยอัพเดทขึ้น ในการนำแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายให้ปรากฏจากเป็นแรงงานใต้ดินให้ชัดเจนและได้รับการดูแลที่ดีและทั่วถึงขึ้น&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ย่อมมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างแน่นอน จากความร่วมมือของนายจ้าง ผู้ประกอบการ ที่อาจเห็นว่ากระบวนการผ่อนผันโดยน้ำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากเสียเวลา ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมาขึ้นทะเบียน ตรวจร่างกาย และอื่นๆ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะได้รับใบรับรองให้อยู่ทำงานได้&nbsp; ซึ่งจากเดิมกำหนดให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันสุดท้ายการผ่อนผันซึ่งทางการพม่าเห็นว่าไม่สามารถทำให้ทัน ในการพิสูจน์สัญชาติ รับรองว่าเป็นพลเมืองของพม่า <strong>ดังนั้นจึงขยายระยะเวลาไปอีก 2 ปี นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553</strong> แรงงานที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วจึงจะได้รับการผ่อนผัน ซึ่งกบร.ก็มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อรัฐสภาแล้ว&nbsp; โดยจะจัดระบบคิวหากถึงกำหนดไม่มีนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการที่มีแรงานต่างด้าวมาแสดงตนขึ้นทะเบียนตามวันเวลาดังกล่าวก็จะถือว่าสละสิทธิ และผลักดันแรงงานเหล่านั้นออกนอกประเทศไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อเรื่องนี้มีการแสดงความเป็นห่วงว่า มีข่าวเกี่ยวกับการที่แรงงานต่างด้าวหลบหนี้เข้าเมืองสัญชาติพม่าจะกลับไปพิสูจน์สัญชาติแล้วจะถูกเจ้าหน้าที่รบกวนด้านการเก็บภาษีนั้น เรื่องนี้รมว.แรงงานยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่สถานทูตพม่าประจำประเทศไทยระบุว่าไม่มีแน่นอน และยินดีรับรองคนพม่าทุกคนยกเว้นกลุ่มโรฮิงญาเท่านั้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนข้อวิตกที่จะไม่มีแรงงานต่างด้าวมาป้อนในกิจการที่ขาดแคลนแรงงานไทยจำนวน 10 กิจการนั้น เรื่องนี้ รมว.แรงงานชี้ว่าไม่ต้องวิตกกังวล เพราะกำลังเสนอให้มีการนำเข้าแรงงานที่เข้ามาอย่างถูกต้องแบบมีพาสปอร์ตเหมือนกับแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจะต้องมี โดยนายจ้างต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางซึ่งราคาไม่แพง&nbsp; โดยจะมีจำนวนกว่า 3 แสนคน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ขอเพียงแต่นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการอย่ารับแรงงานที่หนีนายจ้างเดิมเพราะไม่ยอมกลับไปพิสูจน์สัญชาติ เข้าทำงานเท่านั้น ก็น่าจะแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่สมบูรณ์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ซึ่งเรื่องนี้<strong>กมธ.การแรงานฯ</strong> เห็นว่า กระทรวงแรงงาน มีระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่ควรลงทุนในเรื่องเทคโนโลยีด้าน IMS ระบบการจัดการข้อมูลสารสนเทศ (Information Management System), GIS ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System )ในการติดตามตัวบุคคลเพื่อให้ทราบแน่ชัดมากขึ้น เพื่อสะดวกต่อการควบคุมต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ไม่ยาก แต่จะสามารถล่วงรู้ถึงข้อมูลบุคคลได้ทั่วประเทศลงลึกถึงในแต่ละครัวเรือนว่ามีแรงงานต่างด้าวมากน้อยเพียง</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[14/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[อาสาสมัครแรงงานนครศรีร่วม 200 ชีวิต ประกาศพร้อมขับเคลื่อนงานแรงงานสู่ประชาชน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40828]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;การสัมมนาเชิงปฏิบัติการพี่เลี้ยง อาสาสมัครแรงงาน(อสร.) และขยายเครือข่ายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงงานนอกระบบเป็นไปอย่างเข้มแข็งอาสาสมัคร องค์กรท้องถิ่นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กว่า 500 ชีวิต รวมตัวกันเพื่อนำจุดขายของกระทรวงได้แก่งานบริการตามภารกิจหลักส่งตรงถึงมือประชาชนในระดับฐานราก ประกาศเดินหน้าอีกไม่ช้าจะมีอาสาสมัครแรงงานครบทุกหมู่บ้านแน่นอน<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันนี้ (14 ม.ค.53) <strong>กระทรวงแรงงาน</strong> ประกอบด้วย 3 หน่วยงานหลักคือสำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการพี่เลี้ยงอาสาสมัครแรงงานรุ่นที่ 2 ภาคใต้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมความเข้มแข็งในการทำบทบาทอาสาสมัครแรงงานของจังหวัดและสร้างความเข้าใจในการขยายระบบประกันสังคมตามมาตรา 40 สู่แรงงงานนอกระบบซึ่งมีอยู่มากมายกว่า 20 ล้านคน เพื่อให้ระบบการดูแลคนทำงานเป็นไปอย่างทั่วถึง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายนิกร&nbsp; นำภานนท์&nbsp; แรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช</strong> กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดใหญ่ประกอบด้วย 23 อำเภอ การทำงานจึงต้องมีลักษณะเครือข่าย และได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหลักต้องเข้าไปเสนอตัวในเชิงภารกิจที่ตอบสนองพื้นที่ ชุมนให้ได้ ในแผนชุมชน ซึ่งจะทำให้ภารกิจของกระทรวงแรงงานมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการของชุมชนเอง ขณะเดียวกันมองว่าภายในระยะอีกไม่นานต่อจากนี้จะขยายอาสาสมัครแรงงานให้ครอบคลุมถึงหมู่บ้านกว่า 1500 หมู่บ้าน ซึ่งถ้าไปถึงจุดนั้นได้ก็จะมีเครือข่ายคนของแรงงานกระจายภารกิจ บริการอยู่ในทุกหมู่บ้านทำให้งานของแรงงานไปสู่ความสำเร็จเต็มพื้นที่นครศรีธรรมราช<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายบุญลอย&nbsp; เขียดนิล นักวิชาการแรงงานชำนาญการ</strong> กล่าวว่า อาสาสมัครแรงงานในฐานะผู้ที่เข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ร่วมกับทีมงานของสำนักงานจังหวัด พบว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชมีเอกลักษณ์พิเศษอาสาสมัครมีพลังและทำงานอย่างเข้มแข็งมาก โดยรูปแบบการทำงานจะร่วมมือกับทุกเครือข่ายในพื้นที่ทั้ง อสม.&nbsp; ผู้นำชุมชน อปท.&nbsp; โดยเท่าที่ปรากฏสมาชิกได้เสียสละสถานที่ส่วนตัวให้จัดตั้งชมรมอาสาสมัครรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อจะเป็นศูนย์รวมในการเชื่อมโยงภารกิจต่างๆเพื่อที่จะนำข้อมูลไปประชาสัมพันธ์ยังพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้แกนนำอาสาสมัครในระดับอำเภอจะได้ค่าตอบแทน เดือนละ 600 บาท ซึ่งได้รับการร้องขอว่าไม่ค่อยเพียงพอน่าจะได้รับการปรับให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันก็น่าจะกระจายค่าตอบแทนดังกล่าวสู่อาสาสมัครในระดับตำบล พื้นที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นจากอาสาสมัครในหลายๆส่วนที่ทีมงานกลุ่มงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ได้ไปติดตามสัมภาษณ์มา<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; โดยในวันนี้<strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะ </strong>ได้เดินทางมาเปิดประชุม สัมมนา ดังกล่าวซึ่งจะใช้เวทีนี้ในการมอบนโยบายให้กับอาสาสมัครแรงงาน รวมทั้งการสร้างเข้าใจในเรื่องการขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[14/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน ลงนามความร่วมมือสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบการ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40829]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ได้เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนการจัดสวัสดิการแรงงาน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบกิจการ ระหว่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย และศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>รองปลัดกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะเป็นรากฐานของชีวิตเด็ก อันจะนำไปสู่ร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์พร้อมต่อไปในอนาคต โดยหน่วยงานที่ลงนามความร่วมมือล้วนมีเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดสวัสดิการแรงงานด้วยการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้แม่ที่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมสามารถเก็บตุนน้ำนมตามเวลาที่กำหนดระหว่างเวลาปฏิบัติงานและนำกลับไปให้ลูกดื่มต่อที่บ้าน ที่จะเป็นผลดีต่อทั้งเด็ก พนักงาน ครอบครัว และสถานประกอบกิจการ การพัฒนาประเทศในภาพรวม<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังเป็นการสนองพระปณิธานของ <strong>พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวด้วย โดยตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้มีสถานประกอบกิจการจัดตั้งมุมนมแม่จำนวน 283 แห่ง ซึ่งในปีงบประมาณ 2553 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้กำหนดเป้าหมายให้สถานประกอบกิจการจัดตั้งมุมนมแม่เพิ่มขึ้นอีก 175 แห่ง</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[14/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รมว.แรงงาน ลงใต้ให้กำลังใจพี่เลี้ยงอาสาสมัครแรงงาน "พร้อม" ขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40830]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>กระทรวงแรงงาน สัมมนาเชิงปฏิบัติการพี่เลี้ยงและอาสาสมัครแรงงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 รุ่นที่ 2 ภาคใต้และการสร้างเครือข่ายขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ ณ โรงแรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; วันที่ 14 มกราคม 2553 <strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพี่เลี้ยง และอาสาสมัครแรงงาน ประจำปีงบประมาณ&nbsp; พ.ศ. 2553 รุ่นที่ 2 ภาคใต้ และการสร้างเครือข่ายขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ในวันนี้ เป็นการบูรณาการงานของกระทรวงแรงงาน เพื่อนำภารกิจและบริการด้านแรงงานไปสู่ประชาชนในพื้นที่&nbsp; ชุมชนได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง ทันต่อเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพ โดยผ่านเครือข่ายด้านแรงงาน ทั้งในส่วนขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครแรงงานของกระทรวงแรงงาน เพื่อประโยชน์สุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกแห่งหนทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกำลังแรงงานสำคัญกลุ่มใหญ่ของประเทศ ด้วยสัดส่วน 24.1 ล้านคน หรือ 63.7% ของกำลังแรงงานของประเทศไทย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับภารกิจด้านแรงงานที่กระทรวงแรงงานให้การดูแลแก่แรงงานนอกระบบ ประกอบด้วยการจัดหางาน โดยการช่วยเหลือให้นักเรียนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาใหม่ ประชาชนที่ว่างงาน ผู้ตกงาน และแรงงานคืนถิ่นมีงานทำทั้งในและต่างประเทศ หรือประกอบอาชีพอิสระตามที่ต้องการ&nbsp; การพัฒนาฝีมือแรงงาน ด้วยการให้ความรู้ ทักษะสำหรับการประกอบอาชีพ ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือประกอบอาชีพอิสระตามความถนัด <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; การคุ้มครองสิทธิแรงงาน</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตร และผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีวันหยุด วันลา และความปลอดภัยในการทำงานตามที่กฎหมายกำหนดการประกันสังคม ได้มีการปรับปรุงสิทธิประกันสังคมแก่แรงงานนอกระบบให้ได้รับการคุ้มครองประกันสังคมตามกฎหมายประกันสังคม มาตรา 40 ซึ่งเดิมได้รับการคุ้มครอง&nbsp; สิทธิประโยชน์เพียง 3 กรณี คือ คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย ให้ได้รับการคุ้มครองเพิ่มมากขึ้นเป็น 5 กรณี คือ 1) ได้รับค่าชดเชยเมื่อต้องเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล 2) ได้รับค่าคลอดบุตร&nbsp; 3) ได้รับเงินชดเชยรายเดือนเมื่อทุพพลภาพ&nbsp; 4) ได้รับค่าทำศพเมื่อเสียชีวิต และ 5) มีเงินออมรายเดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 2 จากจำนวน 4 รุ่น กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ประมาณ 500 คน ประกอบด้วยอาสาสมัครแรงงานของจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 190 คน&nbsp; ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 120 คน หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 75 คน และข้าราชการและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนครศรีธรรมราชและส่วนกลาง&nbsp; จำนวน 85 คน โดยมีรูปแบบการสัมมนาฯ ประกอบด้วย การบรรยาย หัวข้อ<strong> &ldquo;บทบาทอาสาสมัครแรงงานกับการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน&rdquo; โดย ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุ้มครองแรงงาน สำนักคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน การบรรยายหัวข้อ &ldquo;การให้ความรู้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 40&rdquo; โดยผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม&nbsp; การบรรยายพิเศษหัวข้อ &ldquo;นโยบายการพัฒนาประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ โดยเครือข่ายด้านแรงงาน&rdquo; โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; และ การบรรยายพิเศษหัวข้อ &ldquo;บทบาทของกระทรวงแรงงานกับความสัมพันธ์ในพื้นที่&rdquo; โดย ปลัดกระทรวงแรงงาน</strong></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[14/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานเร่งปรับทิศการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานพร้อมที่ จะก้าวเดินด้วยความมั่นใจและก้าวต่อไปด้วยใจมั่นคง]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40826]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>วันนี้ (12 มกราคม 2553) นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำนโยบายสู่การปฏิบัติของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ &ldquo;บทบาทและแนวทางการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ&rdquo; ณ ห้องประชุมจอมพล ป. พิบูลสงคราม กระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้เพื่อทบทวนและปรับทิศทางการดำเนินงาน ตามนโยบายของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานในปี 2553 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค&nbsp; ให้มีการประสานงานบูรณาการในการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน&nbsp; ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและการประสานงานร่วมกัน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหารข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวมทั้งสำนักงานรัฐมนตรี สำหรับข้าราชการในส่วนภูมิภาคประกอบด้วย&nbsp; แรงงานจังหวัดและผู้ช่วยแรงงานจังหวัด และเจ้าหน้าที่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 638 คน แบ่งเป็นข้าราชการและบุคลากรในส่วนกลางจำนวน 455 คนและในส่วนภูมิภาคจำนวน 183 คน <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ภาคเช้าจะเป็นพิธีเปิดการประชุมและบรรยายพิเศษ โดยปลัดกระทรวงแรงงาน ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม และในภาคบ่ายเป็นการบรรยายในหัวข้อ &ldquo;เส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากร ตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่&rdquo; โดยคุณสุชาติ&nbsp; แสงทองสวัสดิ์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ จากสำนักงาน ก.พ. ณ ห้องปกรณ์&nbsp; อังศุสิงห์ ชั้น 10 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จากนั้นจะเป็นการระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกำหนดทิศทางร่วมกันโดยผู้ตรวจราชการกระทรวง นายพูลศักดิ์&nbsp; เศรษฐนันท์ ในหัวข้อ &ldquo;การพัฒนาบุคลากรของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานในปี 2553&rdquo; ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาองค์กรและระบบงาน นายวัยวัฒน์&nbsp; อารีราษฎร์ ในหัวข้อ&nbsp; &ldquo;เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน&rdquo; ผู้อำนวยการสำนักตรวจและประเมินผล ดร.อำมร&nbsp; เชาวลิต ในหัวข้อ &ldquo;การดำเนินงานอาสาสมัครแรงงานในปี 2553&rdquo; นายยุทธนา สุระสมบัติพัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มแผนงานและงบประมาณ ในหัวข้อ &ldquo;นโยบายแผนงานโครงการในปี 2553&rdquo; และผู้อำนวยการกลุ่มงานคลังและพัสดุ นางถวิล เพิ่มเพียรสิน ในหัวข้อ &ldquo;การเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2553&rdquo;&nbsp; และช่วงเย็นจะเป็นการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ร่วมกัน ณ ห้องประชุมจอมพล&nbsp; ป. พิบูลสงคราม <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในโอกาสเดียวกันหลังจากบรรยายพิเศษปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp; จะเปิด &ldquo;ห้องรับรองแรงงานจังหวัด&rdquo; บริเวณชั้น 2 กลุ่มสนับสนุนเครือข่ายและประสานภูมิภาค เพื่อใช้เป็นห้องรับรองระหว่างผู้มาติดต่อราชการในส่วนต่าง ๆ ของข้าราชการส่วนภูมิภาค </font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[12/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก. แรงงาน ตั้งสำนักความปลอดภัยแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตอบสนองการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40719]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>กระทรวงแรงงาน ดำเนินการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ และอำนาจหน้าที่ ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยได้รวมภารกิจของกองตรวจความปลอดภัย และสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน ด้วยการจัดตั้งเป็นสำนักความปลอดภัยแรงงาน <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong> นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน</strong> เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างการบริหารงานด้านความปลอดภัยในครั้งนี้ เพื่อจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ โดยกระจายภารกิจลงสู่ศูนย์ความปลอดภัยแรงงานพื้นที่ ลดความซับซ้อนในการทำงาน มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี&nbsp; และการจัดตั้งสำนักความปลอดภัยแรงงานนี้ ได้มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; ทั้งนี้การปรับโครงสร้างดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการหรือการดำเนินงานใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเป็นประโยชน์และมีความต่อเนื่องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกรมฯ ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการตรวจเช็คและบำรุงรักษาเครื่องจักรครั้งใหญ่ เป็นการเพิ่มศักยภาพ ในการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนำไปสู่ความเข้มแข็งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; นอกจากนี้หากนายจ้าง ลูกจ้าง สถานประกอบกิจการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง สนใจจรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักความปลอดภัยแรงงาน สามารถค้นหาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักความปลอดภัยแรงงาน อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ส่วนแยกตลิ่งชัน) แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-442-8338 , </font><a href="http://www.oshthai.org/"><font size="2">www.oshthai.org</font></a><font size="2"> และที่ </font><a href="mailto:nice@labour.mail.go.th"><font size="2">nice@labour.mail.go.th</font></a>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[5/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[สปส.แจ้ง 6 โรงพยาบาลเอกชน ออกจากสถานพยาบาลประกันสังคม]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40440]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>สำนักงานประกันสังคม (สปส.) แจ้งผู้ประกันตนมีสถานพยาบาลเอกชนที่ไม่เข้าเป็นสถานพยาบาลประกันสังคม ปี 53 จำนวน 6 แห่ง คือ โรงพยาบาลชัยปราการ โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี โรงพยาบาลรวมแพทย์สุโขทัย โรงพยาบาลศุภมิตร โรงพยาบาลเพชรรัชต์ โรงพยาบาลช้างเผือก<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; <strong>สำนักงานประกันสังคม (สปส.)</strong> แจ้งผู้ประกันตนมีสถานพยาบาลเอกชนที่ไม่เข้าเป็นสถานพยาบาลประกันสังคม ประจำปี 2553 จำนวน 6 แห่ง คือ โรงพยาบาลชัยปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลรวมแพทย์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โรงพยาบาลศุภมิตร จังหวัดสุพรรณบุรี โรงพยาบาลเพชรรัชต์ จังหวัดเพชรบุรี และโรงพยาบาลช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับผู้ประกันตน ที่เลือกสถานพยาบาลดังกล่าวไว้แล้ว ทางสปส. จะจัดสถานพยาบาลรัฐบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการของผู้ประกันตนตั้งอยู่ให้ไปก่อน หากผู้ประกันตนท่านใดมีความประสงค์ จะเปลี่ยนสถานพยาบาลสามารถยื่นคำขอ เปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. ถึง วันที่ 31 มี.ค. 53<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; โดยยื่นเอกสารแบบเลือกสถานพยาบาล (สปส.9-02) พร้อมแนบบัตรรับรองสิทธิฉบับเดิมได้ที่สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ แต่หากผู้ประกันตน ไม่มีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่สามารถใช้สิทธิรับบริการทางการแพทย์ จากสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบ หรือ โทร 1506 ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งแต่ 07.00 - 19.00 น. หรือติดต่อ ระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือดูรายละเอียดได้ที่ </font><a href="http://www.sso.go.th/"><font size="2">www.sso.go.th</font></a>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[4/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[สปส.แจ้ง 4 ม.ค. 31 มี.ค.53 นี้ ผู้ประกันตนสามารถยื่นเปลี่ยน รพ.ได้]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40439]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>สำนักงานประกันสังคม (สปส.) แจ้งผู้ประกันตนที่มีความปะสงค์เปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ สามารถยื่นแบบเลือกสถานพยาบาล (สปส.9-02) ได้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2553 ณ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สำนักงานประกันสังคม (สปส.)</strong> จัดให้มีการเปลี่ยนสถานพยาบาล โดยผู้ประกันตนที่มีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ หรือ ผู้ประกันตนที่เลือกสถานพยาบาลไว้แล้ว แต่สถานพยาบาลนั้น ออกจากการเป็นสถานพยาบาลในระบบประกันสังคม ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้จัดสถานพยาบาลอื่นให้ก่อน หากผู้ประกันตนมีความประสงค์เปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ สามารถยื่นคำขอตามแบบเลือกสถานพยาบาล (สปส.9-02) ณ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2553&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ในการยื่นแบบคำขอเปลี่ยนสถานพยาบาล ผู้ประกันตนจะต้องสำเนาบัตรรับรองสิทธิฯ ฉบับเดิมไว้เพื่อการรับบริการทางการแพทย์ ในกรณีที่ผู้ประกันตนยังไม่สามารถใช้สิทธิรับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใหม่ในระหว่างการเปลี่ยนสถานพยาบาลและยังไม่ได้บัตรรับรองสิทธิฯ ฉบับใหม่ หากผู้ประกันตนจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ให้ตรวจสอบสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ก่อน ซึ่งรายชื่อสถานพยาบาลสามารถตรวจสอบได้จาก </font><a href="http://www.sso.go.th/"><font face="MS Sans Serif" size="2">www.sso.go.th</font></a><font face="MS Sans Serif" size="2"> หรือ ระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ 1506 กด 1 หรือ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา แต่หากผู้ประกันตนไม่มีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่สามารถใช้สิทธิรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลเดิมได้ต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบ หรือ โทร 1506 ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งแต่ 07.00 - 19.00 น. หรือติดต่อ ระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือดูรายละเอียดได้ที่ </font><a href="http://www.sso.go.th/"><font face="MS Sans Serif" size="2">www.sso.go.th</font></a>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[4/1/2553]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ให้ก.แรงงาน พิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40441]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เมื่อวันที่&nbsp; 30 ธันวาคม 2552&nbsp; นายมนัส โกศล&nbsp; ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทยและคณะได้เข้าพบ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน นำเสนอ 3 ประเด็น&nbsp; โดยเน้นขอให้มีการทบทวนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ผลักดันให้มีการจ้างงานตามมาตรฐานฝีมือให้มีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรม&nbsp; ตลอดจนให้ยกมาตรฐานกลุ่มงานค่าจ้างเป็นสำนักค่าจ้าง</strong><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายมนัส&nbsp; โกศล</strong>&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; ที่ตนและคณะมาเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในวันนี้มีข้อหารือใน 3 ประเด็น&nbsp; คือ&nbsp;<strong> <em>1.ขอให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 3 โซนๆละ 10 บาทเท่ากันตามกลุ่มจังหวัดที่เสนอ&nbsp; และเสนอให้มีการปรับค่าจ้างในปี 2553 2 ครั้ง</em></strong> ซึ่งตัวเลขจากการประกาศค่าแรงงานขั้นต่ำที่จะมีผลบังคับใช้ในปีหน้านี้จาก 1-8 บาทนั้นเป็นตัวเลขที่ลูกจ้างยังไม่พึงพอใจ โดยต้องการให้กระทรวงแรงงานมีการผลักดันให้มีการจ้างงานตามมาตรฐานฝีมือให้มีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรม&nbsp; ตลอดจนให้ยกมาตรฐานกลุ่มงานค่าจ้างเป็นสำนักค่าจ้างรองรับด้วย <strong><em>2.ขอให้รัฐบาลลดภาษีนิติบุคคลให้นายจ้าง เพื่อจะนำส่วนลดมาจัดสวัสดิการให้กับลูกจ้าง</em></strong>&nbsp; และ&nbsp; <em><strong>3.ขอให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขพรบ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ มาตรา 9(5)</strong>&nbsp; </em>ซึ่งฝ่ายลูกจ้างจะทำหนังสือขอให้รัฐบาลผลักดันแก้ไขกฎหมายโดยด่วนในหลายประเด็นโดยเร็ว&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <strong>นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคีที่ได้มีการประชุมจบไปแล้ว&nbsp; และนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นผลบังคับใช้ไปเรียบร้อยแล้ว&nbsp; เรื่องนี้ทางองค์การแรงงานแห่งประเทศไทยได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีเพื่อมีข้อหารืออยู่สามเรื่อง ได้แก่ 1.ขอให้มีการทบทวนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ&nbsp; ซึ่งกรณีที่ได้ประกาศให้มีการใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 1-8 บาทในวันที่ 1 มกราคม 2553 นั้น&nbsp;&nbsp; ตัวแทนแรงงานได้ชี้ว่าส่วนหนึ่งมีผลกระทบต่อลูกจ้างที่มีรายได้สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ&nbsp; ต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาเพิ่มขึ้นตามการปรับค่าแรงขั้นต่ำดังกล่าว&nbsp;&nbsp; ถือว่าวันนี้ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในหลายๆ เรื่องนับเป็นสิ่งดีๆ ทั้งนี้ถ้าได้พบหารือก่อนหน้านี้น่าจะเป็นผลดี&nbsp; 2.ขอให้รัฐบาลลดภาษีนิติบุคคลให้นายจ้าง เพื่อจะนำส่วนลดมาจัดสวัสดิการให้กับนายจ้าง&nbsp; เช่นเป็นบำเหน็จความดีความชอบซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี และ 3.ขอให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขพรบ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ มาตรา 9(5) กรณีที่พนักงานมีโทษจำคุกแต่ศาลมีคำสั่งให้รอลงอาญา&nbsp; พนักงานต้องออกจากงานและมีผลย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ปี 2550 ย้อนกลับไป&nbsp; ซึ่งตนเห็นด้วยกับการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และเป็นธรรมต่อพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่ง ไม่ควรจะย้อนหลังไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong> &ldquo;ในโอกาสเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2553 นี้ ผมขอแสดงความยินดีกับแรงงานที่เข้าสู่ระบบแรงงานใหม่&nbsp; เมื่อมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ท่านอยู่ได้&nbsp; โดยขอให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ท่าน&nbsp; ขอให้แรงงานทุกท่านมีความสุขในเทศกาลปีใหม่และขอให้ได้ขึ้นค่าแรงในปีต่อไป&rdquo;</strong></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[31/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงานส่งความสุขปีใหม่ ด้วยนโยบายรมว.แรงงานหลายประการ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40327]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;นายพงศักดิ์&nbsp; เปล่งแสง&nbsp; โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง ได้กล่าวว่า จากที่สวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของคนไทยช่วงปีใหม่ 2553 ถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมไทยคืออะไร ซึ่งร้อยละ 32.27 ระบุว่า การมีอาชีพ และรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกันมีคำถามว่า คิดว่าเรื่องใดที่จะทำให้ความสุขปีใหม่ลดลง ซึ่งมีถึงสองคำตอบในสิบอันดับแรก คือร้อยละ 10.17 ระบุว่าเป็นปัญหาเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายรับไม่พอกับรายจ่าย&nbsp; ส่วนอีกร้อยละ 8.38 ระบุว่าเป็นปัญหาการว่างงาน<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ จะเห็นว่าทั้งความสุขและความกังวลใจเกี่ยวข้องกับการมีงานทำและรายได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงานโดยตรง ดังนั้นนายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงวางยุทธศาสตร์การทำงานในปี 2553 โดยนโยบายและกิจกรรมหลักในหลายๆ ด้านคือ <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.การกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยผ่านการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพราะจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น รายได้สูงขึ้น ผู้ใช้แรงงานที่มีทักษะฝีมือแรงงานก็มีรายได้สูงขึ้น รูปธรรมคือการแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน การปรับศักยภาพสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ตลอดทั้งหลักสูตรฝึกอบรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดแรงงาน โดยใช้งบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศให้เป็นปีแห่งการพัฒนาฝีมือแรงงาน&nbsp;<br /></font><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.กระทรวงแรงงานจะส่งเสริมสนับสนุนงานทางด้านความรับผิดชอบทางสังคม หรือ CSR : Cooperate Social Responsibility ให้สถานประกอบการสี่แสนกว่าแห่งปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มจำนวนสถานประกอบการที่ได้รับ มรท.8001-2546 เพิ่มจำนวนสถานประกอบการแรงงานสัมพันธ์ดีเด่น เพิ่มจำนวนสถานประกอบการดีเด่นทางด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านอื่นๆ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3.ให้กระทรวงแรงงานให้การสนับสนุนส่งเสริมแรงงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ (Generation Y) ซึ่งเป็นคนมีความสามารถทางเทคโนโลยี ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (long life learning) และมีความมั่นใจในตนเอง ตลอดทั้งมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเก่ง (talent) อีกด้วย&nbsp;<br /></font><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4.น้อมนำพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 มาเป็นทิศทางหลักในการบริหารงานกระทรวงแรงงาน และการบริหารแรงงานสัมพันธ์ในเชิงรุก ให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดี มีสันติสุขอย่างยั่งยืน แก่สถานประกอบการสี่แสนแห่ง&nbsp; <br /></font><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5.ส่งเสริมสนับสนุนให้สถานประกอบการและสหภาพแรงงานน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ โดยการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและสหภาพแรงงานเกิดขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6.เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนแรงงานปลอดภัยและสุขภาพดี โดยเร่งรัดกฎหมายความปลอดภัยให้ผ่านรัฐสภา รณรงค์การป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยผู้ประกันตนและแรงงาน ให้เกิด &ldquo;วัฒนธรรมสุขภาพและความปลอดภัยในการใช้ชีวิตและการทำงาน&rdquo;&nbsp; <br /></font><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 7.เป็นปีแห่งการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยเฉพาะสัญชาติพม่า เพื่อการจัดระบบให้มีความเหมาะสมและความมั่นคง&nbsp; <br /></font><font face="MS Sans Serif" size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 8.เป็นปีแห่งการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมด้วยการให้ความคุ้มครอง 5 กรณี จากประมาณการเบื้องต้น 900,000 คน จาก 2,400,000 คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 9.เป็นปีแห่งการขจัดการหลอกลวงแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศทุกรูปแบบ และส่งเสริมการไปทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&nbsp; 10.เป็นปีแห่งการก้าวไปข้างหน้าด้วยการทำงานที่มีคุณค่า และการผลักดันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประทศ ฉบับที่ 87 และ 98<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพงศักดิ์กล่าวด้วยว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและข้าราชการได้ทำงานอย่างหนัก รวมทั้งฝ่ายนายจ้างและผู้ใช้แรงงานได้ให้ความร่วมมือจนเป็นผลประจักษ์ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของรัฐบาลในการก้าวพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง&nbsp; ดังนั้นในปี 2553 จึงเป็นปีแห่งการทำงานที่ต่อยอดองค์ความรู้ของพันธกิจประจำและนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างความมั่นคงในหลากหลายมิติให้กับกระทรวงแรงงาน นายจ้าง และผู้ใช้แรงงานทั้ง 37 ล้านคนอย่างยั่งยืนตลอดไป</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[30/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ กก. รสก.พิจารณาปรับปรุงค่ารักษาพยาบาล ธ.ก.ส.  บ. ไปรษณีย์ไทย]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40328]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp; เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อพิจารณาการปรับปรุงสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงค่ารักษาพยาบาลของพนักงานและครอบครัว ในกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของเอกชนประเภทคนไข้นอก ให้พนักงานและครอบครัวเบิกค่ารักษาพยาบาล จากเดิมเบิกได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 2,000 บาทต่อปี เป็น รวมกันไม่เกิน 3,600 บาทต่อปี เนื่องจากอัตราดังกล่าวใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลได้มีการปรับเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงค่าห้องและค่าอาหาร ในกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของทางราชการและเอกชน ให้พนักงานจากเดิมเบิกได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 800 บาท เป็นเบิกได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 1,200 บาท และครอบครัวพนักงานจากเดิมเบิกได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 600 บาท เป็นเบิกได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 800 บาท เนื่องจากคณะกรรมการฯ และคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติให้ความเห็นชอบในหลักการกรณีที่รัฐวิสาหกิจขอปรับปรุงค่าห้องและค่าอาหาร โดยให้ไม่เกินอัตรา 1,200 บาทต่อวัน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับกรณีบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นั้น เห็นชอบให้ปรับปรุงค่าห้องและค่าอาหารในกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของทางราชการและเอกชน ให้พนักงาน ลูกจ้างประจำ จากเดิมเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 800 บาท เป็น เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 1,200 บาท และลูกจ้างจากเดิมเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 600 บาท เป็น เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ 800 บาท เนื่องจากคณะกรรมการฯ และคณะคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติให้ความเห็นชอบในหลักการกรณีที่รัฐวิสาหกิจขอปรับปรุงค่าห้องและค่าอาหาร โดยให้ไม่เกินอัตรา 1,200 บาทต่อวัน</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[29/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[คนงานที่ตกค้างในลิเบียกลับถึงไทยแล้ว]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40323]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานรับ 27 คนงานไทยที่ตกค้างในลิเบียนานกว่า 2 ปี&nbsp; พร้อมสนับสนุนค่ารถกลับภูมิลำเนา ณ สนามบินสุวรรณภูมิ<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ่ายวันที่ 28 ธันวาคม 2552 <strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่าคนงานไทยเดินทางมาทำงานกับบริษัท CKG ในลิเบียตั้งแต่ต้นปี 2550 ในโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยและที่เก็บน้ำเมืองบินกาเซีย กรุงตริโปลี โดยการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน บี.เอส.บี โอเวอร์ซีส์ จำกัด บริษัทจัดหางาน จูปีเตอร์ เวิลด์ จำกัด บริษัทจัดหางาน เซ้นท์เมอริท จำกัด และบริษัทจัดหางาน ไทยอัศวเลิศ จำกัด สัญญาจ้าง 2 ปี เมื่อครบสัญญา&nbsp; ( เดือนมกราคม 2552 จำนวน 44 คน มีนาคม 2552 จำนวน 18 คน เมษายน 2552&nbsp; จำนวน 20 คน และเดือนมิถุนายน 2552&nbsp; ที่เหลือทั้งหมด )&nbsp; แต่บริษัท CKG ประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถยื่นขอ Exit Visa และจัดหาตั๋วโดยสารเครื่องบินให้คนงานเดินทางกลับประเทศไทยได้&nbsp; ( ค่า Exit Visa รวมค่าปรับอยู่เกิน เป็นเงิน 500 ดีนาร์/คน คิดเป็นเงินไทย จำนวน 13,500 บาท/คน,ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน เป็นเงินจำนวน 14,700 บาท/คน เป็นเงินประมาณ 28,200 บาท/คน ) โดยคนงานที่เดินทางกลับในวันนี้ มี จำนวน 27 คน โดยการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน จำนวน 3 บริษัท คือ&nbsp; บริษัทจัดหางาน เซ้นท์เมอริท จำกัด จำนวน 18 คน , บริษัทจัดหางาน จูปีเตอร์ เวิล์ด จำกัด จำนวน 8 คน , และบริษัทจัดหางาน บี.เอส.บี.โอเวอร์ซีส์ จำกัด จำนวน 1 คน โดยแยกเป็นคนงานตามภูมิลำเนาจากจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 1 คน หนองคาย จำนวน 1 คน บุรีรัมย์ จำนวน 3 คน เลย จำนวน 1 คน กำแพงเพชร จำนวน 1 คน ศรีษะเกษ จำนวน 5 คน อุบลราชธานี จำนวน 4 คน ลำปาง จำนวน 5 คน นครพนม จำนวน 1 คน สุรินทร์ จำนวน 2 คน&nbsp; ขอนแก่น จำนวน 1 คน ตาก จำนวน 1 คน และจังหวัดอุดรธานี จำนวน 1 คน&nbsp; สัญญาจ้าง 2 ปี และได้รับค่าจ้าง 400 เหรียญสหรัฐ/เดือน ในขณะที่รอการส่งกลับ คนงานไทยได้รับการดูแลโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี&nbsp; ได้ให้คนหางานยืมเงินจากกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง&nbsp; 17 ธันวาคม 2552 รวม 45 วันๆละ 7 ดีนาร์ รวมเป็นเงินคนละประมาณ 320 ดีนาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8,640 บาท<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จากสำนักงานแรงงานไทยในประเทศซาอุ ได้เข้าไปดูแลความเป็นอยู่ และกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้ประสานกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อจัดหาอาหารแห้ง และได้จัดส่งให้แก่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี เพื่อช่วยเหลือคนงาน อีกทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปประเทศลิเบียเพื่อแก้ไขปัญหาในการนำคนงานกลับประเทศไทย และเมื่อคนงานเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือคนหางานตามกฎหมายต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับคนงานที่เหลืออีก 119 คน ที่ไซด์งาน Tank 4 ในกรุงตริโปลี นาง Mayuli กรรมการผู้จัดการของบริษัท CKG แจ้งว่าบริษัทฯ จะดำเนินการขอวีซ่าขาออกให้แก่คนงานทุกคนพร้อมกัน และจะทยอยส่งกลับเป็นชุดๆละประมาณ 30 คน ซึ่งคาดว่าจะส่งกลับได้ในเดือนมกราคม 2553 นี้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายได ธรรมรส </strong>จากจังหวัดอุบลราชธานี อายุ 43 ปี กล่าวว่าไปทำงานที่ลิเบียตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539&nbsp; ตำแหน่งก่อสร้างอาคารทั่วไป&nbsp; ไปทำงานเกือบ 3ปี ได้ค่าจ้างแค่ 3 &ndash; 4 เดือน นอกนั้นนายจ้างค้างจ่าย จ่ายไม่ตรงเวลา ที่พักคนงานมีประมาณ&nbsp; 50&nbsp; ชีวิตมีความลำบากมาก เช่น ค่าแรง ค่าล่วงเวลา นายจ้างก็ค้างจ่าย ตั้งแต่กระทรวงแรงงานเข้าไปช่วยเหลือดีขึ้น ขอให้กระทรวงแรงงานช่วยแนะนำตำแหน่งงานที่ต่างประเทศเพราะต้องการจะไปทำงานเพื่อเก็บเงินส่งให้ครอบครัว <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายบัวแดง&nbsp; ไววอน</strong>&nbsp; อายุ 43 ปี จากจังหวัดเลย ไปทำงานในลิเบียเกือบ 3 ปี ในตำแหน่งขับรถยิงปูน ซึ่งเดินทางไปตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 เสียค่าบริการนายหน้าประมาณ&nbsp; 150,000 บาท&nbsp; นายจ้างค้างเงินค่าจ้าง 3-4 เดือน&nbsp; ก่อนกลับมาไม่ได้เงินค่าจ้างมาแล้ว 2 เดือน แคมป์งานอยู่ไกลมาก เวลา จะส่งเงินกลับประเทศไทยลำบากมาก มีความเป็นอยู่ยากลำบาก ออกนอกที่พักก็ไม่ได้&nbsp; ดีใจที่กระทรวงแรงงานช่วยเหลือให้ได้กลับบ้าน ขอบคุณกระทรวงแรงงาน</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[29/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ ก.แรงงาน แจงระบบความคุ้มครองประกันสังคมตามมาตรา 40 แก่แรงงานนอกระบบ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40326]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดประชุมชี้แจงแรงงานนอกระบบ ระบบความคุ้มครองประกันสังคมตามมาตรา 40 การปรับปรุงสิทธิประกันสังคมให้มี 5 กรณี และจ่ายเงินสมทบเป็นรายเดือนๆละ 280 บาท คาดว่าจะเริ่มใช้กฎหมายฉบับใหม่ได้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; รัฐบาลมีนโยบายสำคัญที่จะจัดระบบดูแลด้านสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ&nbsp; ทั้งการจัดหางานเพื่อช่วยให้นักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบใหม่&nbsp; ประชาชนที่ว่างงาน&nbsp; ตกงาน&nbsp; และแรงงานคืนถิ่นได้มีงานทำทั้งในและนอกประเทศหรือประกอบอาชีพอิสระ&nbsp; การพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้มีความรู้&nbsp; มีทักษะสำหรับอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมหรือประกอบอาชีพอิสระ&nbsp; การคุ้มครองสิทธิแรงงานในภาคเกษตรและแรงงานที่รับงานไปทำที่บ้านเพื่อให้ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม&nbsp; มีวันหยุด&nbsp; วันลา&nbsp; และความปลอดภัยในการทำงานที่เป็นไปตามกฎหมาย&nbsp; และในส่วนการประกันสังคมจะดำเนินการคุ้มครองแรงงานนอกระบบที่มีจำนวนประมาณ&nbsp; 24&nbsp; ล้านคนทั่วประเทศ&nbsp; ที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ&nbsp; กระทรวงแรงงาน&nbsp; เห็นว่าควรจะได้รับความคุ้มครองประกันสังคมโดยเร็ว&nbsp; ด้วยวิธีการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมตามมาตรา&nbsp; 40&nbsp; ที่เป็นระบบสมัครใจมาตั้งแต่ปี&nbsp; พ.ศ. 2537&nbsp; แต่มีสมาชิกเพียง&nbsp; 40 คน&nbsp; เนื่องจากต้องจ่ายเงินสมทบปีละ 1 ครั้ง จำนวน 3,360 บาท ซึ่งถือว่าน่าจูงใจและได้รับสิทธิเพียง 3 กรณี&nbsp; คลอดบุตร&nbsp; ทุพพลภาย&nbsp; และตาย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>กระทรวงแรงงาน</strong> โดยสำนักงานประกันสังคมได้หาข้อสรุปแนวทางการคุ้มครองประกันสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจากนักวิชาการ&nbsp; องค์กร&nbsp; หน่วยงานภาครัฐ&nbsp; และกลุ่มแรงงานนอกระบบ&nbsp; โดยให้มีการปรับปรุงสิทธิประกันสังคมให้มี&nbsp; 5&nbsp; กรณี&nbsp; เงินชดเชยเมื่อต้องเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลเกิน 3 วัน ได้รับครั้งละ 1,000 บาท&nbsp; ค่าคลอดบุตร 3,000&nbsp; บาท&nbsp; เงินชดเชยเมื่อทุพพลภาพรายเดือนๆละ&nbsp; 1,000&nbsp; บาท&nbsp; ค่าทำศพ 30,000&nbsp; บาท&nbsp; และเงินออมเมื่อเข้าสู่วัยชราเดือนละ&nbsp; 100&nbsp; บาท&nbsp; โดยปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเป็นรายเดือนๆละ&nbsp; 280&nbsp; บาท และที่สำคัญจะขอให้รัฐบาลร่วมจ่ายเงินสมทบด้วยเพื่อให้ทัดเทียมลูกจ้างในสถานประกอบการ&nbsp; ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบหลักการ&nbsp; และอยู่ระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสม&nbsp; ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้กฎหมายฉบับใหม่ได้ตั้งแต่&nbsp; 1&nbsp; กุมภาพันธ์&nbsp; 2553&nbsp; เป็นต้นไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ <strong>นายไพฑูรย์ฯ</strong>&nbsp; ยังได้มอบใบประกาศให้แก่ผู้แทนสมาคมชาวนาไทย&nbsp; กลุ่มเลี้ยงปลา&nbsp; เลี้ยงสัตว์&nbsp; กลุ่มก่อสร้าง&nbsp; ชมรมผู้ค้าหาบเร่แผงลอยแห่งประเทศไทย กลุ่มแท็กซี่&nbsp; กลุ่มสามล้อเครื่อง&nbsp; กลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้าง&nbsp; สมาคมมัคคุเทศก์&nbsp; และกลุ่มซาเล้งทองคำ&nbsp; ที่เป็นเครือข่ายในการประชาสัมพันธ์การขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายสมคิด&nbsp; ด้วงเงิน&nbsp; ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ</strong>&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; เห็นด้วยกับการปรับปรุงสิทธิประกันสังคมให้เป็น 5 กรณี&nbsp; และการจ่ายเงินสมทบเป็นรายเดือนๆละ&nbsp; 280&nbsp; บาท&nbsp; แต่ต้องการให้สำนักงานประกันสังคมชี้แจงให้ชัดเจนว่าการเก็บเงินสมทบรายเดือนๆล&nbsp; 280 บาท เงินจำนวน&nbsp; 100&nbsp; บาทจะถูกหักเก็บเป็นเงินออมเมื่อเข้าสู่วัยชรา&nbsp; รวมถึงให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงเนื่องจากหลายภาคส่วนยังไม่ทราบ</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[29/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน บริการตรวจเช็คสภาพรถก่อนเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ "ฟรี" ทั่วประเทศ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40324]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><strong>กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดโครงการ Safety Holiday7 วันขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชัน ให้บีริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ช่วงเทศกาลปีใหม่ 7 วัน ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2552 - 4 มกราคม 2553<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ่ายวันที่ 28 ธันวาคม 2552 <strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> เปิดเผยว่า <strong>กระทรวงแรงงาน</strong> โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดโครงการกรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาล &ldquo;Safety Holiday 7 วันขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชัน&rdquo; ขึ้นเพื่อรณรงค์การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน&nbsp; โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดในพื้นที่ต่างๆได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอบรมการขับขี่อย่างปลอดภัย ให้ตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมกับจัดฝึกอาชีพยกระดับฝีมือแรงงานให้แก่ผู้มีหน้าที่ให้บริการประชาชน ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง หน่วยกู้ภัยต่างๆ ให้มีความรู้ด้านช่างยนต์ สามารถวิเคราะห์ และช่วยแก้ไขปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องในเบื้องต้นได้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับการให้บริการตรวจสภาพซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ และรถจักรยานยนต์แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ก่อนเทศกาล ณ ที่ตั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 70 แห่ง และระหว่างเทศกาลตั้งจุดบริการประชาชนบนถนนสายหลัก จำนวน 26 แห่ง ซึ่งกิจกรรมในจุดให้บริการประกอบด้วย การรับบริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ บริการจุดพักรถ บริการเครื่องดื่ม ผ้าเย็น นวดแผนไทย และจุดจำหน่ายสินค้า/อาหารต่างๆ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายไพฑูรย์</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่เดินทาง หากเหนื่อยหรือเมื่อยล้าในระหว่างการเดินทางสามารถแวะพักตามจุดให้บริการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ สำหรับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 สมุทรปราการ และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดในเครือข่ายตั้งจุดให้บริการตรวจเช็คสภาพรถ ณ กองบังคับบัญชา กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ( ปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิต ) ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2552 &ndash; 4 มกราคม 2553<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่ตั้งหน่วยบริการในจังหวัดอื่นๆ จะตั้งอยู่บริเวณถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่ภูมิภาคต่างๆ สอบถามเพิ่มเติมที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร 0 2245 4035 หรือที่ </strong></font><a href="http://www.dsd.go.th/"><strong><font size="2">www.dsd.go.th</font></strong></a>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[28/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ที่ประชุม ก.แรงาน เล็งสร้างข้อต่อเชื่อมอาสาสมัครแรงงานช่วยสนับสนุนแรงงานนอกระบบให้เป็นกลุ่มแรงงานเข้มแข็ง]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40325]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;นายสมชาย&nbsp; ชุ่มรัตน์&nbsp; ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 11/2552&nbsp; เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 โดยมีเรื่องเพื่อทราบเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอาสาสมัครแรงงาน (อสร.) ที่ในขณะนี้มีอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 16,216 คน ทั่วประเทศ<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ปลัดกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า ถ้ากระทรวงแรงงานสามารถพัฒนาให้ อสร.มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นข้อต่อเชื่อมกับหน่วยงานอื่นอย่างเป็นเครือข่ายก็จะทำให้สามารถให้การสนับสนุนช่วยเหลือแรงงานนอกระบบให้ได้มีความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ และความรู้เกี่ยวกับด้านแรงงานได้ถึงระดับรากหญ้า ทำให้ชุมชนในภูมิภาคและส่วนกลางมีความเข้มแข็ง&nbsp; ซึ่งที่ประชุมได้แสดงความเป็นห่วงว่าแรงงานนอกระบบมีความเสี่ยงต่อการเป็นกลุ่มที่จะถูกล่อลวงไปสู่กระบวนการค้ามนุษย์อย่างยิ่ง ดังนั้นหากมีการเชื่อมโยงงานของ อสร.เข้าสู่แรงงานกลุ่มนี้ที่ยังไม่มีทิศทางแน่นอนเหมือนกับแรงงานในระบบแล้ว ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างมาก<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ อสร.มีหน้าที่หลักในการประสานด้านแรงงานกับประชาชนและแรงงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบลงถึงระดับตำบล เนื่องจากขณะนี้กระทรวงแรงงานยังไม่มีหน่วยงานลงไปถึงระดับตำบล จึงต้องอาศัย อสร.แต่ละรายดูแลการให้บริการของกระทรวงแรงงาน แก่องค์การบริหารส่วนภูมิภาค 6 แห่งต่อรายเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะส่งเสริมให้ความรู้เป็นการป้องกันมิให้แรงงานทุกระดับถูกหลอกลวง ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ โดยในระดับจังหวัด อสร.ต้องร่วมประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง&nbsp; เพื่อประสานงานกับหน่วยงานนั้นๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชน โดยเฉพาะนโยบายในปีหน้าจะเน้นเรื่องแรงงานมีคุณภาพเพื่อไปทำงานยังต่างประเทศ เนื่องจากแรงงานที่มีความรู้ มีฝีมือแรงงานจะสามารถต่อรองเรื่องอัตราค่าจ้าง เลือกนายจ้างได้นั่นเอง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ <strong>ปลัดกระทรวงแรงงาน</strong> ยังได้ย้ำให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานต้องทำคู่มือของตนเองในลักษณะโรดแม็บหรือแผนที่นำทางเพื่อให้บุคลากรได้รับทราบแนวทิศทางการทำงานให้ชัดเจน โดยเน้นการใช้ถ้อยคำภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ ไม่ทำออกมาในลักษณะที่มีถ้อยคำศัพท์ทางวิชาการมากจนเกินไปอีกด้วย</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[28/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[กระทรวงแรงงาน ช่วยแรงงานไทยจากลิเบีย]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40321]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;<strong> นายพงศักดิ์ เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง</strong> ได้เปิดเผยว่า <strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> ได้สั่งการให้ชี้แจงข้อมูลรายละเอียดผลการเดินทางไปเปิดตลาดแรงงานตะวันออกกลางและการช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย ซึ่งได้แถลงไปส่วนหนึ่งแล้วนั้น ขอชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติมกรณีคนงานไทยที่ไปทำงานกับบริษัท CKG สถานะปัจจุบันมีจำนวนแรงงานไทยเหลืออยู่ 146 คน ที่ครบสัญญา เดินทางกลับประเทศไทย บริษัท CKG ได้ซื้อตั๋วโดยสารการบินอียิปต์แอร์ไลน์จำนวน 27 คน จะถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2552 เวลา 12.00 น. เที่ยวบินที่ MS 960<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;นายพงศักดิ์</strong> กล่าวว่าสำหรับแรงงานไทยที่เหลืออีก 119 คน พักอยู่ที่ไซด์งาน แท๊งค์ 4 กรุงตริโปลี กำลังดำเนินการขอวีซ่าขาออกให้แก่แรงงานทุกคนพร้อมกัน และจะทยอยส่งกลับเป็นชุดๆละประมาณ 30 คน ภายในเดือนมกราคม 2553 และทางบริษัทรับปากจะดำเนินการจ่ายค่าจ้างแก่แรงงานไทยที่ถูกค้างค่าจ้างอีก 28 คนก่อนเดินทางกลับ จึงแจ้งความคืบหน้าให้ญาติพี่น้องทางเมืองไทยทราบโดยไม่ต้องเป็นห่วง และถ้าต้องการทราบถึงความคืบหน้า ติดต่อที่เบอร์มือถือ 081-5507302</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[28/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน สร้างเครือข่ายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ  จ.พิจิตร]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40322]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประธานเปิดประชุมชี้แจงการสร้างเครือข่าย ความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบและการปรับปรุงระบบความคุ้มครองประกันสังคม&nbsp; ตามมาตรา&nbsp; 40&nbsp; โดยให้ความรู้และสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นผ่านอาสาสมัครแรงงาน&nbsp; และผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นนำไปบอกกล่าวต่อประชาชนในพื้นที่&nbsp; ณ&nbsp; โรงแรมพิจิตรพลาซ่า&nbsp; จังหวัดพิจิตร<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; การสร้างเครือข่าย&nbsp;&nbsp; ความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบและการปรับปรุงระบบความคุ้มครองประกันสังคม&nbsp; ตามมาตรา 40&nbsp; กระทรวงแรงงาน&nbsp; เร่งผลักดันให้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน&nbsp; มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม 2553 ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 5 กรณี เจ็บป่วย&nbsp; คลอดบุตร&nbsp; ทุพพลภาพ&nbsp; ตาย&nbsp; และชราภาพ&nbsp; เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระสมัครเป็นผู้ประกันตนมากขึ้น&nbsp; รวมถึงเชิญกลุ่มแรงงานนอกระบบของจังหวัดพิจิตร&nbsp; อาสาสมัครแรงงาน&nbsp; และผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมแสดงความคิดเห็นข้อเสนอแนะ&nbsp; และรับทราบข้อมูล&nbsp; ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกันสังคมตามมาตรา 40 เพื่อนำไปบอกกล่าวต่อประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับทราบ อย่างทั่วถึง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ทั้งนี้การแสดงความคิดเห็นของกลุ่มแรงงานนอกระบบของจังหวัดพิจิตร สำนักงานประกันสังคมจะได้นำไปพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขต่อไป&nbsp; เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองประกันสังคมเพิ่มขึ้นและอย่างเหมาะสม</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[28/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[กระทรวงแรงงานประกาศผลการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเริ่มบังคับใช้ 1 มกราคม 2553]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40139]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">วันนี้ (25 ธันวาคม 2552) เวลา 00.30 น. นายสมชาย<span>&nbsp; </span>ชุ่มรัตน์<span>&nbsp; </span>ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 17 ได้แถลงผลการประชุมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2553 โดย<span style="letter-spacing: -0.2pt">ที่ประชุมมีความเห็นว่าปัจจุบันลูกจ้างได้รับผลกระทบ</span><span style="letter-spacing: -0.3pt">จากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น <span>&nbsp;</span>ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลง <span>&nbsp;</span>ราคาน้ำมันมีการปรับราคาลดลงเป็นระยะๆประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการ</span><span style="letter-spacing: 0.2pt">ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้แก่ลดค่าใช้จ่ายน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่ารถไฟชั้น 3<span>&nbsp; </span>ค่ารถโดยสารประจำทาง<span>&nbsp; </span>และตรึง</span>ราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)(ได้ขยายเวลาต่อไปอีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่<span>&nbsp; </span>15<span>&nbsp; </span>ธันวาคม<span>&nbsp; </span>พ.ศ.<span>&nbsp; </span>2552)</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp; </span><span>ซึ่งทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในส่วนนี้ลดลงในระดับหนึ่ง<span>&nbsp;&nbsp; </span>แต่เมื่อพิจารณาราคาสินค้าอุปโภค<span style="letter-spacing: 0.2pt">บริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีพของ<span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span>ผู้ใช้แรงงานยังคงมีราคาสูงขึ้น<span>&nbsp; </span>โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม<span>&nbsp; </span>ค่า</span>พาหนะและการขนส่ง<span>&nbsp; </span>และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล <span>&nbsp;</span>ดังนั้น เพื่อรักษาอำนาจซื้อของแรงงานเพื่อพัฒนาฝีมือที่เริ่มเข้าทำงานใหม่ให้<span style="letter-spacing: -0.2pt">สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในแต่ละวัน<span>&nbsp; </span>จึงมีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ<span>&nbsp; </span>ในอัตรา<span>&nbsp; </span>1 - 8 บาท<span>&nbsp;&nbsp; </span>จำนวน<span>&nbsp; </span>71<span>&nbsp; </span>จังหวัด<span>&nbsp;&nbsp; </span>และอีก</span><span>&nbsp; </span><span style="letter-spacing: 0.2pt">5<span>&nbsp; </span>จังหวัด<span>&nbsp; </span>มีมติให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้ในอัตราเดิม<span>&nbsp; </span>ตามที่คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเสนอ</span></span><span style="letter-spacing: 0.2pt"></span></span> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: 0.2pt">ไม่ปรับ</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: 0.2pt"><span>&nbsp; </span><span>โดยมีผลใช้</span></span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp; </span><span><span>&nbsp;</span>มีรายละเอียดดังนี้</span></span></p><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span></span><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="664" class="MsoNormalTable" style="margin: auto auto auto 5.4pt; width: 498pt; border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody><tr><td width="60" valign="top" style="padding-right: 5.4pt; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; width: 45pt; padding-top: 0in; background-color: transparent; border: windowtext 1pt solid"><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">มติ</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"> </span></strong></p><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">(บาท)</span></strong></td><td width="552" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: windowtext 1pt solid; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">จังหวัด</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp; </span><span>( อัตราเดิม<span>&nbsp; </span>(บาท)<span>&nbsp; </span>/<span>&nbsp; </span>อัตราขอปรับใหม่<span>&nbsp; </span>(บาท) )</span></span></strong></td><td width="52" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: windowtext 1pt solid; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">รวม</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">ไม่ปรับ</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.3pt">แม่ฮ่องสอน(151)</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp; </span><span>&nbsp;&nbsp;</span><span style="letter-spacing: -0.3pt">สุโขทัย (153) <span>&nbsp;&nbsp;</span><span>&nbsp;&nbsp;</span></span>เชียงราย(157)<span>&nbsp; </span><span>&nbsp;&nbsp;</span>เพชรบูรณ์ (155)<span>&nbsp; </span><span>&nbsp;</span><span>&nbsp;</span>อุทัยธานี(158) <span>&nbsp;</span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">5</span></strong></td></tr><tr style="height: 17.8pt"><td width="60" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; height: 17.8pt; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">ปรับ</span></strong></td><td width="552" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; height: 17.8pt; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">จังหวัด</span></strong></td><td width="52" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; height: 17.8pt; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">71</span></strong></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">1</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.5pt">น่าน(151/152)<span>&nbsp;&nbsp; </span>พะเยา(150/151)<span>&nbsp;&nbsp; </span>แพร่(150/151)<span>&nbsp;&nbsp; </span>พิษณุโลก(152/153)<span>&nbsp;&nbsp; </span>อุตรดิตถ์ (152/153) <span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span><span>&nbsp;</span>พิจิตร(150/151)<span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span>เลย(162/163)</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.5pt"><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">7</span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">2</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">ลำปาง(154/156)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ตาก(151/153)<span>&nbsp;&nbsp; </span>กำแพงเพชร(156/158) <span>&nbsp;&nbsp;</span>หนองคาย(157/159)</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp;&nbsp; </span><span>อุดรธานี(157/159)<span>&nbsp;&nbsp; </span>หนองบัวลำภู(154/156)<span>&nbsp;&nbsp; </span>นครพนม(153/155)<span>&nbsp;&nbsp; </span>มุกดาหาร(153/155)<span>&nbsp;&nbsp; </span>สกลนคร<span style="letter-spacing: -0.3pt">(155/157)</span></span><span style="letter-spacing: -0.3pt"><span>&nbsp;&nbsp; </span><span>กาฬสินธุ์(155/157)<span>&nbsp;&nbsp; </span>สุรินทร์(151/153)<span>&nbsp;&nbsp; </span>บุรีรัมย์(155/157)</span><span>&nbsp;&nbsp; </span><span>อำนาจเจริญ(153/155)</span></span><span><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span>ศรีสะเกษ(150/152)</span><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span>ยโสธร(155/157)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ชุมพร(158/160)</span><span>&nbsp;&nbsp; </span><span style="letter-spacing: -0.3pt"><span>&nbsp;&nbsp;</span><span>นนทบุรี(203/20</span>5<span>)</span><span>&nbsp;&nbsp; </span><span>ปทุมธานี(203/205)<span>&nbsp;&nbsp; </span>นครปฐม(203/20</span></span><span>5)<span>&nbsp; </span>สมุทรสาคร(203/205) </span><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span><span></span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">20</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">3</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">เชียงใหม่(168/171)</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp; </span><span><span>&nbsp;</span>นครสวรรค์(155/158)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ราชบุรี(164/167)</span><span>&nbsp;&nbsp; </span><span>สมุทรสงคราม(160/163)</span><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="letter-spacing: -0.3pt">ร้อยเอ็ด(154/157)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ขอนแก่น(154/157)<span>&nbsp;&nbsp; </span>มหาสารคาม(151/154)<span>&nbsp;&nbsp; </span>นครราชสีมา(170/173)</span><span style="letter-spacing: -0.3pt"><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span>สระแก้ว(</span>160<span>/</span>163)</span><span><span>&nbsp; </span><span style="letter-spacing: -0.3pt">กรุงเทพมหานคร</span></span><span style="letter-spacing: -0.3pt"></span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.3pt">(203/20</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.3pt">6<span>)<span>&nbsp;&nbsp; </span></span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">สมุทรปราการ(203/20</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">6<span>)<span style="letter-spacing: -0.3pt"> <span>&nbsp;&nbsp;</span></span></span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">11</span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">4</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">ลำพูน(156/160)<span>&nbsp; </span><span>&nbsp;</span><span style="letter-spacing: -0.3pt">นครนายก</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.3pt">(156<span>/</span>160)<span>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span>ชลบุรี(</span>180<span>/</span>184)<span>&nbsp;&nbsp; </span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">จันทบุรี</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">(163<span>/</span>167)<span><span>&nbsp;&nbsp; </span>ตราด</span>(156<span>/</span>160)<span>&nbsp;&nbsp; </span><span style="letter-spacing: -0.2pt">ชัยนาท</span><span style="letter-spacing: -0.2pt">(154<span>/</span>158)<span><span>&nbsp;&nbsp; </span>สิงห์บุรี(161/165)<span>&nbsp;&nbsp; </span>อ่างทอง(161/165)<span>&nbsp;&nbsp; </span>กาญจนบุรี(165/169)<span>&nbsp;&nbsp; </span>สุพรรณบุรี(154/158)</span></span><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span>เพชรบุรี(164/168)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ประจวบคีรีขันธ์(160/164)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ชัยภูมิ(152/156)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ระนอง(169/173)<span>&nbsp;&nbsp; </span>สุราษฎร์ธานี<span style="letter-spacing: -0.5pt">(155/159)<span>&nbsp;&nbsp; </span>นครศรีธรรมราช</span></span><span style="letter-spacing: -0.5pt"></span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.5pt">(155/159)<span>&nbsp;&nbsp; </span>พัทลุง(155/159)<span>&nbsp;&nbsp; </span>สงขลา(157/161)<span>&nbsp;&nbsp; </span>สตูล(155/159)</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.5pt"><span>&nbsp;&nbsp; </span><span>ปัตตานี(155/159)</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp;&nbsp; </span><span></span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">2</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">0</span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">5<span></span></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.3pt">ระยอง</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;; letter-spacing: -0.3pt">(173<span>/</span>178)<span>&nbsp;&nbsp; </span><span>สระบุรี</span>(179<span>/</span>184)<span><span>&nbsp;&nbsp; </span>พังงา(168/173)<span>&nbsp;&nbsp; </span>กระบี่(165/170)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ตรัง(157/162)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ยะลา(155/160)</span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">6</span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">6<span></span></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">อุบลราชธานี(154/160)</span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">1<span></span></span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">7<span></span></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">ฉะเชิงเทรา</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">(173<span>/</span>180)<span>&nbsp;&nbsp; </span><span>ปราจีนบุรี</span>(163<span>/</span>170)<span>&nbsp;&nbsp; </span><span>ลพบุรี(163/170)<span>&nbsp;&nbsp; </span>นราธิวาส(153/160)<span>&nbsp;&nbsp; </span>ภูเก็ต(197/20</span>4<span>)</span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">5<span></span></span></td></tr><tr><td width="60" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 45pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">8</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span></strong></td><td width="552" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 5.75in; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">พระนครศรีอยุธยา</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">(173<span>/</span>181)<span></span></span></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">1<span></span></span></td></tr><tr><td colspan="2" width="612" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: windowtext 1pt solid; width: 459pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">รวม</span></strong></td><td width="52" valign="top" style="border-right: windowtext 1pt solid; padding-right: 5.4pt; border-top: #f0f0f0; padding-left: 5.4pt; padding-bottom: 0in; border-left: #f0f0f0; width: 39pt; padding-top: 0in; border-bottom: windowtext 1pt solid; background-color: transparent"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">76</span></strong></td></tr></tbody></table><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">เมื่อคณะกรรมการค่าจ้างมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2553 แล้ว กระทรวงแรงงานจะดำเนินการจัดทำประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 3) แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป</span><span style="font-size: 16pt"></span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"><span>&nbsp;</span><span>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><strong>นายสมชาย</strong><span>&nbsp; </span>กล่าวต่อไปว่า<span>&nbsp; </span>การประชุมพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ได้มีการประชุมกันด้วยหลักเหตุผล<span>&nbsp; </span>ทั้งนี้องค์ประกอบในการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้างโดยยึดหลัก 3 กลุ่มคือ<span>&nbsp; </span>กลุ่มความต้องการของลูกจ้าง<span>&nbsp; </span>ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและกลุ่มความเหมาะสม<span>&nbsp;&nbsp; </span>ซึ่งมีตัวแทนภาครัฐที่เป็นคณะกรรมการเข้าประชุมในวันนี้ประกอบด้วย<span>&nbsp;&nbsp; </span>กระทรวงแรงงาน<span>&nbsp;&nbsp; </span>กระทรวงพาณิชย์<span>&nbsp;&nbsp; </span>ธนาคารแห่งประเทศไทย<span>&nbsp;&nbsp; </span>กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานโดยการขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่<span>&nbsp; </span>2553 ให้แก่แรงงานไทย</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;"></span><span style="font-size: 16pt; font-family: &#39;Angsana New&#39;">&nbsp;</span> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">&nbsp;</p></span>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[25/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ความต้องการแรงงานเพิ่มรับนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ของรมว.แรงงาน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40022]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;</font><font size="2"><strong> นายพงศักดิ์&nbsp; เปล่งแสง&nbsp; โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง ได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสามปี 2552 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ภาวะสังคมไทยไตรมาสสาม ปี 2552 การจ้างงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2551 ร้อยละ 1.4 จำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานลดลงเป็นลำดับจาก 250,557 คน ในไตรมาส 1/2552 เป็น 181,266 คน ในไตรมาส 2 และ 149,108 คน ในไตรมาสนี้&nbsp; และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.2&nbsp; ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนว่าคุณภาพชีวิตประชาชนมีแนวโน้มดีขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคการค้าและบริการ&nbsp; ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ และรูปแบบการทำงานที่ต้องการความเป็นอิสระและยืดหยุ่น จึงควรมีการเตรียมมาตรการในเรื่องการคุ้มครองแรงงานและหลักประกันทางสังคม รวมทั้งแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนในเรื่องที่แรงงานโดยเฉลี่ยมีระดับการศึกษาดีขึ้นนั้น แต่ก็ควรมีการยกระดับคุณภาพและสมรรถนะในการประกอบอาชีพ เพราะยังมีความจำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือโครงสร้างการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ผลิตภาพแรงงานสูงขึ้น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายพงศักดิ์</strong> กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวมาจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาการว่างงานและชะลอการเลิกจ้างงาน ตามกรอบมาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม ที่นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ขับเคลื่อนในกระทรวงแรงงาน ทำให้สถิติการว่างงานเดือนพฤศจิกายน 2552 เหลือเพียง 441,000 คน ในขณะที่ตัวเลขผู้ว่างงานที่มาขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2552 จำนวน 669,405 คน บรรจุงานไปแล้ว 296,009 คน และขณะนี้มีสถานประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และสิ่งทอ ได้มาร้องขอให้กระทรวงแรงงานจัดหาแรงงานให้นับแสนคน ซึ่งอยู่ระหว่างที่กระทรวงแรงงานดำเนินการ</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[21/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=40024]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 เวลา 13.30-16.30 น. ที่ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในที่ประชุมได้มีการรายงานเกี่ยวกับกรณีอุบัติเหตุแอมโมเนียรั่วที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงน้ำแข็งมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมาว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดเนื่องจากอุณหภูมิและแรงดันในท่อแอมโมเนียสูงเกินไป ทำให้ระบบวาล์วนิรภัยปล่อยแอมโมเนียเป็นจำนวนมาก ออกจากท่อสู่บ่อดักแก๊สที่มีน้ำเป็นตัวดักจับ&nbsp; ตัวดักจับทำงานไม่ทัน เนื่องจากบ่อมีขนาดเล็ก จึงทำให้แก๊สแอมโมเนียกระจายสู่อากาศภายนอกตามที่เป็นข่าว โดยจากการตรวจสอบความสูญเสียพบว่า ไม่มีลูกจ้างได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่มีเด็กนักเรียนที่ไปเข้าค่ายในบริเวณนั้นจำนวน 64 คน สูดแก๊สแอมโมเนียเข้าไป ซึ่งแพทย์ได้ตรวจอาการแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินการของภาครัฐ กองตรวจความปลอดภัยได้มีการประสานให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดขอนแก่นดำเนินการแนะนำให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งคอยเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[18/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงานกับเรื่องค่าจ้างแรงงาน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39920]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif"><font size="2"><strong>นายพงศักดิ์ เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง ได้เปิดเผยว่า นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามารับผิดชอบบริหารประเทศ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมมากกว่า 8 ล้านคน ใช้เงินราว 20,000 ล้านบาทนั้น เป็นการจุดประกายการกระตุ้นการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายพงศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า&nbsp; ขณะนี้ที่จะมีการปรับค่าจ้างประจำปีในระดับต่างๆ ทางกระทรวงแรงงานได้ขอความร่วมมือให้สถานประกอบการต่างๆ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 แสนแห่ง&nbsp; พิจารณาปรับค่าจ้างประจำปี ซึ่งเป็นผลมาจากการพิจารณาถึงประสิทธิภาพ คุณภาพ ผลการทำงานในรอบปี และบางแห่งที่มีสหภาพแรงงาน&nbsp;ก็มีการยื่นข้อเรียกร้องปรับค่าจ้างประจำปี และการปรับโบนัสตามสภาวะผลผลิตของสถานประกอบการ ในรอบ 2552&nbsp;ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญสำหรับเรื่องนี้มาก จากตัวเลขผู้ประกันตนมาตรา 33 จำแนกตามค่าจ้าง ณ เดือนธันวาคม 2551 พบว่า <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้มีรายได้&nbsp;&nbsp; 1,650&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 291,328&nbsp;คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้มีรายได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;1,651 &ndash; 2,000 บาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;98,326&nbsp;คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้มีรายได้ 20,001 &ndash; 3,000 บาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;308,224&nbsp;คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้มีรายได้ 30,001 &ndash; 4,000 บาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 549,716&nbsp;คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้มีรายได้ 40,001 &ndash; 5,000 บาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; จำนวน&nbsp; 1,189,399&nbsp;คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้มีรายได้ 50,001 &ndash; 6,000 บาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; จำนวน&nbsp; 1,491,288&nbsp;คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากตัวเลขดังกล่าวจะพบว่าอัตราค่าจ้างในภาพรวมของคนในระบบประกันสังคมเกือบครึ่งหนึ่งที่รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือต่ำกว่า เป็นตัวเลขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญมากที่จะเพิ่มค่าจ้างให้สูงขึ้น โดยการเร่งรัดพัฒนาฝีมือแรงงานให้สูงขึ้น และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ตลอดทั้งเร่งรัดให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งเข้าไปตรวจสอบให้สถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายพงศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2553&nbsp;เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนลูกจ้าง&nbsp;นายจ้าง&nbsp;และภาครัฐ เป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณา ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่สังคมไทยต้องเข้าใจ&nbsp;เรียนรู้&nbsp;และพัฒนา คือ &quot;อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราค่าจ้างสำหรับแรงงานทั่วไปที่แรกเข้าทำงานเท่านั้น&quot; ไม่ได้เป็นอัตราการปรับค่าจ้างประจำปี&nbsp;แต่มีสถานประกอบการบางแห่งใช้วิธีการปรับค่าจ้างประจำปีในอัตราเดียวกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นแต่ละปี&nbsp;ดังนั้นจึงมีการออกมาเรียกร้องของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ ที่ต้องการแรงงานไทยจำนวนมาก ล่าสุดรองประธานสภาอุตสาหกรรมอ้างว่าจะขาดแคลนแรงงานทั่วไป 200,000-300,000 คน&nbsp;ปัจจัยเรื่องอัตราค่าจ้างเป็นเหตุผลที่สำคัญด้วย&nbsp;ดังนั้น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2553 จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำงาน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จูงใจให้คนเข้ามาทำงานในระบบการผลิตมากขึ้น และในระยะยาว กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานในทุกระดับ ตลอดทั้งนำมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2546) เพื่อให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดไว้ ตลอดทั้งมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ</font></font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[18/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[โฆษกก.แรงงานขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้กำลังใจรมว.ไพฑูรย์ ชี้ "เต่าคือพระเอกในนิทานผู้ประสบความสำเร็จ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39921]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>นายพงศักดิ์&nbsp; เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; กรณีที่มีผู้ออกมาประเมินการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มสมานฉันท์แรงงานไทยและนักวิชาการ&nbsp; กระทรวงแรงงานต้องขอขอบคุณที่ทุกฝ่ายได้สนใจและติดตามการทำงานของกระทรวงแรงงานสำหรับการตั้งฉายาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่า &ldquo;เต่าล้านปี&rdquo; หรือ &ldquo;จับกังว่างงาน&rdquo; นั้น ถือว่าเป็นการส่งเสริมสนับสนุนกระทรวงแรงงานเพราะนายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขณะนี้มีอายุ 74 ปีแล้ว แต่มีความมุ่งมั่นในการทำงานเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้สูงวัยในประเทศไทยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7.3 ล้านคน สำหรับฉายาที่ว่า &ldquo;เต่าล้านปี&rdquo; นั้น ตนขอเปรียบเทียบกับนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสำเร็จก็เป็นของเต่าในที่สุด ส่วนกรณีที่กล่าวว่าเป็น &ldquo;จับกังว่างงาน&rdquo; นั้น ในอดีตหมายถึงแรงงานที่ทำงานหนักแต่ปัจจุบันกระทรวงแรงงานได้เลิกใช้คำเหล่านี้แล้วเพราะเราคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชนและสิทธิทางด้านแรงงาน<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายพงศักดิ์</strong> กล่าวต่อไปว่า ต่อประเด็นการให้ความเห็นนั้นในภาพรวมเรื่องนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ทางกระทรวงแรงงานขอยืนยันว่าประสบความสำเร็จ จากตัวเลขที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้คาดการไว้ว่าจะมีคนว่างถึง1.3 ล้านคน&nbsp; แต่พอใช้นโยบายดังกล่าวมีผู้ว่างงานในระบบประกันสังคมเพียง 6 แสนคน และมีผู้ว่างงานเหล่านั้นได้กลับเข้าสู่ระบบการทำงานแล้วกว่า 3 แสนคน&nbsp; ส่วนข้อสังเกตอื่นๆนั้นกระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่&nbsp; อาทิ การรับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศข้อที่ 87-93 ส่วนประเด็นที่อาจารย์แล ดิลกวิทย์รัตน์ นับว่าเป็นข้อสังเกตที่มีเหตุผลตรงกับสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; กำลังให้กรมการจัดหางานแก้ไขและดำเนินการอยู่&nbsp; สำหรับเรื่องการเลิกจ้างพนักงานของบริษัทเวอร์เวลนั้น&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานได้จ่ายเงินสงเคราะห์ให้ลูกจ้างและดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายกับนายจ้างแล้ว&nbsp;&nbsp; ส่วนกรณีกับบริษัทไทรอัมพ์ทางกระทรวงแรงงานได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องทุกประการ&nbsp; ซึ่งยืนยันตามคำพิพากษาของศาลแรงงานเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา&nbsp; ส่วนเรื่องการเลิกจ้างขอยืนยันว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง ส่วนการชุมนุมของผู้ใช้แรงงานนั้นตนเข้าใจว่าแรงงานได้ใช้สิทธิต่างๆอย่างครบถ้วนแล้วน่าจะได้ข้อยุติในอนาคต</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[18/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน จับมือยูเอ็นเปิดเวทีรับข้อเสนอแนะมุ่งสู่การพัฒนานโยบายการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบบูรณาการ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39918]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานและสำนักงานผู้ประสานงานประจำสหประชาชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนา เรื่อง &ldquo;การโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการพัฒนา : การมุ่งสู่นโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานแบบบูรณาการ&rdquo;ในวันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม 2552 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong> นางจิราภรณ์ เกษรสุจริต&nbsp; รองปลัดกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเปิดเวทีสำหรับผุ้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการ นายจ้าง และภาคประชาสังคม ในการหารือร่วมกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบบูรณาการ โดยผ่านการส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานในระดับประเทศ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>กระทรวงแรงงาน</strong> ร่วมกับสหประชาชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และการปฏิบัติที่ดีในการดำเนินงานเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและกำหนดนโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานแบบบูรณาการ โดยผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หัวข้อการสัมมนาว่าด้วย&nbsp; การโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการพัฒนา&nbsp;&nbsp; การมุ่งสู่นโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานแบบบูรณาการ นับว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายแรงงานเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือมีความปลอดภัยในการดำรงชีวิต&nbsp;&nbsp; ความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเปิดเสรีทางการค้า-การลงทุน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวกว่าล้านคนที่อาศัยและทำงานในประเทศ ในจำนวนนี้มีทั้งผู้ที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้ส่งแรงงานไทยเดินทางไปทำงานยังประเทศต่างๆประมาณ5แสนคน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายในการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานต่างๆ ตลอดปีที่ผ่านมากับการดำเนินงานในเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน กระทรวงแรงงานพบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นหลายประการ ได้แก่ เรื่องการจดทะเบียน แรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย จำนวนผู้ต่ออายุการจดทะเบียนที่ลดลง ปัญหาการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ทั่วถึง&nbsp;&nbsp; ปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัย การพิสูจน์สัญชาติที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ รวมทั้งการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่เป็นประโยชน์ระหว่างประเทศ ทำให้กระทรวงแรงงานเห็นความจำเป็นของการปรับปรุงการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การกำหนดนโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานแบบบูรณาการ รวมทั้งการจัดทำกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การดำเนินนโยบายและการดำเนินงานที่ดี <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;การจัดสัมมนาในวันนี้ <strong>กระทรวงแรงงาน</strong> หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่เข้าร่วนสัมมนา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารจากภาครัฐ นักวิชาการ องค์กรเอกชน ภาคประชาชน ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและเสนอแนะผู้บรรยายในการปรับปรุงนโยบายด้านการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดกันต่อไป ดิฉันอยากเรียนว่ากระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับข้อคิดเห็นทุกประการที่ได้รับจากการประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้ ดิฉันขอให้ทุกท่านได้ใช้โอกาสที่มีในวันนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการสัมมนาประกอบด้วยส่วนหลักๆ 4 ส่วน&nbsp; ได้แก่ การบรรยายเกี่ยวกับกรอบการโยกย้ายถิ่นฐานแบบบูรณาการ : ประสบการณ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ในประเทศไทย&nbsp; การเสวนาในหัวข้อวัตถุประสงค์เชิงนโยบาย ช่องว่างและข้อท้าทายในปัจจุบันรวมทั้งความเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ในการพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจ และการประชุมกลุ่มย่อย โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อหารือและให้ข้อเสนอแนะในมิติต่างๆที่เกี่ยวกับการพัฒนาและการดำเนินนโยบายแบบบูรณาการ</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[16/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ที่ประชุมร่วมก.แรงงาน เตรียมพร้อมพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญาไอแอลโอ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39919]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><strong> เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เวลา 14.00 น. นายสมเกียรติ&nbsp; ฉายะศรีวงศ์&nbsp; รองปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp; เป็นประธานประชุมคณะทำงานประสานการดำเนินงานเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว พ.ศ. 2491 และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง พ.ศ. 2492 ซึ่งที่ประชุมประกอบไปด้วยตัวแทนไตรภาคีทั้งภาคราชการ องค์การนายจ้าง องค์การลูกจ้าง รวมทั้งนักวิชาการ&nbsp; เพื่อพิจารณาผลกระทบของการให้สัตยาบันอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 และพิจารณาประเด็นข้อเสนอเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้สอดคล้องกับหลักการตามอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 อีกด้วย<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ที่ประชุมได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงผลกระทบทั้งด้านดีและด้านเสียตามที่ได้นำเสนอไว้ในโครงการวิจัยเรื่อง ศึกษาความพร้อมของประเทศไทยในการให้สัตยาบันอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่&nbsp; 87 และ 98 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม 2546 ถึง 16 ธันวาคม 2547 เพื่อศึกษาสภาพข้อเท็จจริงและความพร้อมในการให้สัตยาบัน ศึกษาผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศต่อนายจ้าง ลูกจ้าง ในกรณีให้และไม่ให้สัตยาบัน รวมทั้งเสนอแนวทางการบริหารแรงงานในกรณีให้และไม่ให้สัตยาบัน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีประเด็นทั้งหมดนั้น ที่ประชุมสรุปว่ายังมีข้อกังวลบางประการที่จะต้องพิจารณาในด้านความมั่นคงให้รอบคอบเสียก่อน ซึ่งจะให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ชุดนี้รวบรวมและนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งจะได้เชิญผู้เชี่ยวชาญไอแอลโอมาให้รายละเอียดของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ส่วนคณะกรรมการฯ จะให้ความโน้มเอียงเช่นใดเป็นเรื่องของสิทธิของคณะกรรมการฯ จะพิจารณาต่อไป เพราะการพิจารณาว่าจะให้สัตยาบันหรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำในทันทีทันใด แต่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[16/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ ครม.เห็นชอบรมว.แรงงานเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาอัตราจ่ายเงินสมทบประโยชน์ทดแทน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39916]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>นายพงศักดิ์&nbsp;เปล่งแสง&nbsp;โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง&nbsp;ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนตามมาตรา 140 พ.ศ.... ตามการเสนอของนายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; ซึ่งเป็นนโยบายที่นายอภิสิทธิ์&nbsp; เวชชาชีวะ&nbsp; นายกรัฐมนตรี&nbsp; แถลงต่อรัฐสภาที่จะดำเนินการให้แรงงานทั้งในและนอกระบบให้ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายพงศักดิ์ กล่าวว่า พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้ 1) ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 พ.ศ....กำหนดให้ส่งเงินสมทบเป็นรายเดือนๆ ละ 280 บาท ได้รับประโยชน์ทดแทน 5 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีชราภาพ&nbsp; 2) ผู้ประกันตนตามมารา 40 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราเดือนละ 280 บาท โดยแยกเป็นภาระ/ประมาณการค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในแต่ละกรณีดังนี้ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย จำนวน 38.33 บาทต่อคนต่อเดือน กรณีคลอดบุตร จำนวน 27.50 บาทต่อคนต่อเดือน กรณีทุพพลภาพ จำนวน 60 บาทต่อคนต่อเดือน กรณีตาย จำนวน 37.50 บาทต่อคนต่อเดือน กรณีชราภาพ จำนวน 100 บาทต่อคนต่อเดือน และค่าใช้จ่ายในการบริหาร จำนวน 16.67 บาทต่อคนต่อเดือน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายพงศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาคือ&nbsp; 1) ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้น 2 กรณีคือ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย และกรณีชราภาพ&nbsp; 2) เปลี่ยนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบจากรายปีๆ ละ 3,360 บาท เป็นรายเดือนๆ ละ 280 บาทนับสิทธิเฉพาะเดือนที่นำส่งเงินสมทบ ไม่คิดเงินเพิ่มและไม่มีการนำส่งเงินสมทบย้อนหลัง&nbsp; 3) กรณีผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพถึงแก่ความตายให้ทายาท/ผู้ที่ถูกระบุว่ามีสิทธิได้รับค่าทำศพ&nbsp; 4) ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนและไม่มีทายาทตามกฎหมาย ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีดังกล่าว<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้จากงานวิจัยที่สำนักงานประกันสังคมว่าจ้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จะมีกลุ่มแรงงานนอกระบบเช่น แท็กซี่ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน อาชีพอิสระ สมัครเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตรา 40 จำนวน 900,000 คน จะใช้งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายพงศักดิ์ กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นแนวทางที่รัฐบาลจัดบริการสาธารณะด้านสวัสดิการสังคม เพื่อช่วยเหลือและขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[15/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ารับรางวัลชมเชยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเคาน์เตอร์บริการประชาชนจากนายกรัฐมนตรี]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39917]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp; นายสมเกียรติ&nbsp; ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp; นายพูลศักดิ์&nbsp; เศรษฐนันท์&nbsp; ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน&nbsp; เข้ารับรางวัลมาตรฐานเคาน์เตอร์บริการประชาชน รางวัลชมเชย&nbsp; ประเภทเสริมสร้างภาพลักษณ์&nbsp; ของเคาน์เตอร์บริการประชาชนกระทรวงแรงงาน&nbsp; ห้างสรรพสินค้า&nbsp; ฟิวเจอร์ปาร์ค&nbsp; บางแค และรางวัลมาตรฐานเคาน์เตอร์บริการประชาชน รางวัลชมเชย ประเภทเสริมสร้างภาพลักษณ์เคาน์เตอร์บริการประชาชนกระทรวงแรงงาน จังหวัดนครราชสีมา&nbsp; จากนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์&nbsp; เวชชาชีวะ) ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ&nbsp; กรุงเทพฯ<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ส่วนราชการดำเนินการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนลงร้อยละ 30-50 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี&nbsp; กำหนดให้กระทรวง จังหวัดและอำเภอ จัดให้ส่วนราชการในสังกัดที่รับผิดชอบปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้บริการประชาชน ร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อสอบถาม&nbsp; ขอทราบข้อมูล&nbsp; ขออนุญาต&nbsp; หรือขออนุมัติในเรื่องใดๆ ได้ โดยติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)</strong> โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพมาตรฐานและลดขั้นตอนระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน&nbsp; ได้พิจารณาเห็นว่าเพื่อให้ส่วนราชการได้ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้สามารถอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง&nbsp; จึงกำหนดให้มีการติดตามประเมินผลและมอบรางวัลคุณภาพการให้บริการประชาชน&nbsp; และรางวัลมาตรฐานศูนย์บริการร่วม/เคาน์เตอร์บริการประชาชนให้แก่ส่วนราชการที่สามารถพัฒนาคุณภาพการให้บริการได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด&nbsp; ซึ่งในปี&nbsp; 2552&nbsp; กระทรวงแรงงานได้รับรางวัลชมเชย&nbsp; 2 รางวัล คือ รางวัลมาตรฐานเคาน์เตอร์บริการประชาชน&nbsp; ประเภทเสริมสร้างภาพลักษณ์&nbsp; ของเคาน์เตอร์บริการประชาชนกระทรวงแรงงาน&nbsp; ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ค บางแค&nbsp; และรางวัลมาตรฐานเคาน์เตอร์บริการประชาชน&nbsp; ประเภทเสริมสร้างภาพลักษณ์เคาน์เตอร์บริการประชาชนกระทรวงแรงงาน&nbsp; จังหวัดนครราชสีมา</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[15/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ ก.แรงงานเปิดโครงการ "พี่สอนน้อง" เพิ่มประสิทธิภาพเนื้องาน]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39915]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>นายสมชาย&nbsp;ชุ่มรัตน์&nbsp;ปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบพี่สอนน้อง (Coaching) รุ่นที่ 1 แก่ข้าราชการระดับชำนาญการและชำนาญการพิเศษ ที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชา ทุกระดับของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานในส่วนกลาง จำนวน 44 คน โดยแบ่งเป็น 2 รุ่นๆ แรก จำนวน 44 คน ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2552 และรุ่นที่ 2 จำนวน 45 คน ระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2552<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การทำงานแบบพี่สอนน้องนับเป็นวิธีการที่สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานได้เล็งเห็นว่าทรัพยากรบุคคลจะมีประสิทธิภาพและคุณภาพในการปฏิบัติงานและถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานให้เป็น &ldquo;คนเก่งและคนดี&rdquo; ด้วยการฝึกอบรมสัมมนาเพียงประการเดียวในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปฏิบัติงาน การเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และเจตคติ จึงไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมในสภาวการณ์ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งวิธีการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณ และได้ผลอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กรในเวลาเดียวกันก็คือ การมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์จากผู้บริหารสู่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง จากรุ่นสู่รุ่น นั่นเอง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การสอนงานนับว่าเป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรแบบหนึ่งที่นำมาใช้พัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน ถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่ผู้สอนงานใช้เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) และความสามารถเฉพาะตัว (personal attribute) ด้วยวิธีการหรือเทคนิคต่างๆ ที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี ทำการสอนให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดขึ้น จนกระทั่งสามารถผ่านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ (interactive process) ระหว่างผู้สอนงานและผู้ถูกสอนงาน โดยมากการสอนงานมักจะเป็นกลุ่มเล็กหรือรายบุคคล (one-on-one relationship and personal support) ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสอนงานจึงเป็นเทคนิคหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรหรือผู้ถูกสอนงานของตนเองซึ่งจะเรียกว่า &ldquo;้โค้ช&rdquo; ซึ่งโดยปกติโค้ชอาจเป็นผู้บริหารระดับสูง (top management level) ผู้บริหารระดับกลาง (middle management level) ผู้บริหารระดับต้น (low management level) และเรียกผู้ถูกสอนงานว่า &quot;โคชชี&quot;&nbsp;โดยการสอนงานแบบพี่สอนน้องเป็นกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับงานโดยมีผู้สอน หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงสอนงานอย่างมีขั้นตอน แล้วให้ผู้รับการสอนงานลงมือทำ มีการติดตามประเมินผล เพื่อพัฒนาปรับปรุงงานให้ดีขึ้น คิดเป็นทำเป็น ช่วยแก้ปัญหาในการทำงาน และเกิดความมั่นใจในการทำงาน ซึ่งจะหมายรวมถึงการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ และให้โอกาสทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ช่วยถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็น tacit knowledge จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งหรือรุ่นเดียวกันต่อไป</font><br />]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[14/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน เน้นแรงงานสัมพันธ์เชิงรุกตีกันสารพัดม็อบให้ตกยุค]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39914]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;<strong>นายพงศักดิ์&nbsp; เปล่งแสง&nbsp; โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า&nbsp; นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; ได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งดำเนินงานนโยบายแรงงานสัมพันธ์เชิงรุก&nbsp; ตามนโยบายนายอภิสิทธิ&nbsp; เวชชาชีวะ&nbsp; นายกรัฐมนตรี&nbsp; ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คือ ให้หน่วนงานกระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแรงงานสัมพันธ์ตั้งแต่เริ่มแรก&nbsp; เนื่องจากเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปีจะเป็นเดือนของการปรับค่าจ้างประจำปี&nbsp; การพิจารณาเงินโบนัสประจำปี&nbsp; ซึ่งมีทั้งข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานเอกชนประมาณ 1,187 แห่งและซึ่งเรียกร้องของกลุ่มลูกจ้างที่ไม่มีสหภาพแรงงาน&nbsp; ทั้งนี้ให้กรมสวัสดิการฯ เร่งให้นายจ้างและลูกจ้างเปิดการพูดคุยเจรจาทำความเข้าใจกันถึงความเป็นไปได้ท่ามกลางการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจ&nbsp; และขอร้องอย่าใช้การกระทำที่รุนแรงผิดๆ&nbsp; หมายแรงงานและกฎหมายอื่นๆ&nbsp; เพราะในปี&nbsp; 2552&nbsp; ที่ผ่านมามีการดำเนินคดีกับลูกจ้างที่ปิดล็อคโรงงาน&nbsp; การปิดถนนการใช้ถ้อยคำรุนแรงหมิ่นประมาท&nbsp; เพราะเมื่อเกิดเป็นคดีความอาญาแผ่นดินแล้ว&nbsp; กระบวนการทางกฎหมายไปยกเลิกยกเว้นไม่ได้และอยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงแรงงานที่จะไปขอความอนุเคราะห์ใดๆ</strong><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายพงศักดิ์</strong>&nbsp; กล่าวต่อไปว่า&nbsp; ในกรณีการชุมนุมของพนักงานเทสโก้โลตัส&nbsp; เนื่องจากทางบริษัทได้ประกาศลดเงินโบนัสลงร้อยละ 50 ของเงินเดือนอ้างว่าเปลี่ยนผู้บริหารจากชาวอเมริกันเป็นอังกฤษ(ระดับบริหารจาก 2 เดือนเป็น&nbsp; 11&nbsp; เดือน&nbsp; พนักงานจาก&nbsp; 11&nbsp; เดือน เป็น&nbsp; 15 วัน) โดยมีการประท้วง 7&nbsp; สาขา ได้แก่&nbsp; เสนา อยุธยา&nbsp; บางปะอิน รัตนาธิเบศร์&nbsp; บางใหญ่&nbsp; สามชุก&nbsp; สุพรรณบุรี&nbsp; โดยทางการสวัสดิการฯได้ประเมินงานกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ&nbsp; จนสามารถหาข้อยุติได้ว่าบริษัทยินดีจ่ายโบนัสให้ลูกจ้างเท่าเดิม&nbsp; การชุมนุมประท้วงยุติและกลับเข้าทำงานตั้งแต่ 2 ธ.ค. 52&nbsp; เวลา&nbsp; 16.40 น.&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo; ในรอบปี&nbsp; 2552&nbsp; มีสถานประกอบกิจการเกิดข้อพิพาทแรงงาน&nbsp; 78&nbsp; แห่ง&nbsp; ลูกจ้างเกี่ยวข้อง&nbsp; 42,210&nbsp; คน&nbsp; สามารถไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาทแรงงานได้&nbsp; 72&nbsp; แห่ง&nbsp; 39,198&nbsp; คน&nbsp; สถานประกอบการที่เกิดการขัดแย้งแรงงาน&nbsp; 165&nbsp; แห่ง&nbsp; 117,334&nbsp; คน&nbsp; ไกล่เกลี่ยยุติข้อขัดแย้งแรงงานได้&nbsp; 15&nbsp; แห่ง&nbsp; 105,877&nbsp; คน&nbsp;&nbsp;โดย<strong>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการแรงงาน </strong>มีนโยบายให้ลดความขัดแย้งลงมากกว่าร้อยละ&nbsp; 50&nbsp; เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ&nbsp; ซึ่งคณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการสื่อสารตามนโยบายของรัฐบาลโดยจะมีกระบวนการต่างๆ&nbsp; มีสร้างพื้นฐานความเข้าใจและความมั่นคงปลอดภัย&nbsp; ความไว้ใจทั้ง&nbsp; 3&nbsp; ฝ่ายให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน&nbsp; สำหรับกรณีมีปัญหาข้อขัดแย้งแรงงานเกิดขึ้น&nbsp; สามารถแจ้งสายด่วน 1506&nbsp; หรือโทรศัทพ์มือถือคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp; คือ&nbsp; 081 &ndash;5507302 &rdquo;</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[11/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ผู้บริหาร IMM ญี่ปุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนกฎหมายเอื้อแรงงานไทย]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39913]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> IMM&nbsp; Japan เตรียมเปลี่ยนกฎหมายการจัดส่งผู้ฝึกงานไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น&nbsp; สามารถทำงานในปีแรกได้เลยและรับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด&nbsp; จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2553</strong>&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวถึง การเข้าพบหารือของ&nbsp; <strong>Mr. Kyoei&nbsp; YANAGISAWA&nbsp; ประธาน&nbsp; IMM Japan</strong>&nbsp; ว่าได้พูดคุยถึงการส่งผู้ฝึกงานไทยไปฝึกงาน&nbsp; ในประเทศญี่ปุ่น&nbsp; ซึ่งขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงกฎหมายควบคุมคนเข้าเมือง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2553 และส่งผลดีต่อการจัดส่งแรงงานไทย&nbsp; ไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นโดยทางประเทศญี่ปุ่นได้เสนอกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีระยะเวลาในการฝึกงาน 3 ปี&nbsp; โดยในปีแรกไม่ต้องไปเป็นผู้ฝึกงานแต่สามารถทำงานได้เลยในระยะเวลา 3 ปี&nbsp; และจะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด&nbsp; รวมถึงขอให้กระทรวงแรงงานช่วยฝึกอบรมและจัดหาคนเพื่อส่งไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น&nbsp; ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในปีนี้ให้ความสำคัญเรื่องการฝึกอบรม&nbsp; ทั้งนี้มอบกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นผู้รับผิดชอบในการฝึกอบรมผู้ฝึกงานก่อนเดินทางตามนโยบายดังกล่าว<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน กับ&nbsp; IMM Japan ได้มีการจัดส่งผู้ฝึกงานไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน&nbsp; มีผู้ฝึกงานที่ส่งไปประเทศญี่ปุ่นแล้วประมาณ 2,000 คน และเดินทางกลับแล้ว&nbsp; จำนวน&nbsp; 674&nbsp; คน&nbsp; มีถูกส่งกลับและสละสิทธิ์ จำนวน&nbsp; 189&nbsp; คน&nbsp; และมีผู้ฝึกงานหลบหนี&nbsp; จำนวน&nbsp; 106&nbsp; คน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ตามกฎหมายเดิมคุณสมบัติของผู้ไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นต้องเป็นเพศชายอายุระหว่าง 20-25 ปี&nbsp; คุณวุฒิ&nbsp; มัธยมศึกษาตอนปลาย&nbsp; (ม.6)&nbsp; ประกาศนียบัตรวิชาชีพ&nbsp; (ปวช.)&nbsp; ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง&nbsp; (ปวส.)&nbsp; ประเภทวิชาอุตสาหกรรม&nbsp; ระยะเวลาในการฝึกงาน&nbsp; 3 ปี โดยฝึกงานกับสถานประกอบการที่ทาง&nbsp; IMM&nbsp; จัดให้เท่านั้น&nbsp; โดยในปีแรกผู้ฝึกงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยง เดือนละ&nbsp; 80,000&nbsp; เยน&nbsp; หรือประมาณ&nbsp; 24,800 บาท/เดือน&nbsp; มีที่พัก ประกันภัย&nbsp; ค่าพาหนะระหว่างที่พักและสถานที่ทำงาน&nbsp; ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ&nbsp; และในปีที่&nbsp; 2&nbsp; ปีที่&nbsp; 3 จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำ ที่กฎหมายกำหนดแต่ต้องรับผิดชอบ ค่าที่พัก และค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เอง หลังจากฝึกงานครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงานและเงินพิเศษอีกจำนวน&nbsp; 600,000&nbsp; เยน&nbsp; หรือประมาณ 186,000&nbsp; บาท&nbsp; สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คือ ค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ&nbsp; IMM จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย&nbsp; ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัว&nbsp; อาทิ&nbsp; ค่าตรวจสุขภาพ&nbsp; หนังสือเดินทาง วีซ่า ภาษีสนามบิน&nbsp; ผู้ฝึกงานเป็นผู้รับผิดชอบ</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[10/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รมว.แรงงานบินรับรางวัลเกียรติยศ ผู้ทำประโยชน์แก่วงการวิศวกรรม (AFEO) ที่สิงคโปร์]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39912]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>นายไพฑูรย์ แก้วทอง&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2552 ตนและคณะได้เดินทางเยือนสิงคโปร์ เพื่อเยี่ยมเยียนสถานประกอบกิจการที่มีแรงงานไทยทำงาน ณ บริษัท Takennaka ในสนามบินชางงี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน และมอบนโยบาย แนวทางการทำงานให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานไทยในประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งหารือข้อราชการกับนายก่าน คิม ยอง (Mr Gan&nbsp; Kim Yong) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ เรื่องการส่งเสริม คุ้มครองขยายตลาดแรงงานไทยในสิงคโปร์&nbsp;&nbsp;<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ นายไพฑูรย์ ยังได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมองค์การวิศวกรรมแห่งอาเซียน ครั้งที่ 27 (CAFEO 27 : 27th Conference of ASEAN Federation of Engineering Organisations) ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการประจำปี และมีวิศวกรจากประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ได้เข้าร่วมประชุมประมาณ 600 คน โดยมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการ และการประชุมครั้งนี้มีหัวข้อ คือ วิศวกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Engineering for Sustainable Environment) และจัดให้มีพิธีมอบรางวัลแก่บุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์ให้กับวงการวิศวกรรม ซึ่งทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ (วสท.) เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง AFEO ในปี 2525 ได้พิจารณามอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่วงการวิศวกรรมแก่ <strong>นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> เป็นบุคคลที่มีคุณูปการแก่วงการวิศวกรรม โดยที่มีความเหมาะสมจะได้รับรางวัลสมาชิกผู้ทรงเกียรติผู้มีผลงานดีเด่นปรากฏแก่องค์กร AFEO (AFEO Distinguished Honorary Fellow Award) ดังกล่าว</font><br />]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[9/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน ชี้สถานการณ์ใน U.A.E.ไม่น่ากระทบแรงงานไทย มี จนท.ให้ความช่วยเหลือ 24 ชม.ที่ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39911]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><font size="2"><strong>กระทรวงแรงงาน&nbsp; ประเมินสถานการณ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&nbsp; (ยู.เอ.อี.) ไม่น่าจะกระทบอะไรมาก แรงงานไทย 41 คน&nbsp; ที่เดินทางกลับมาก็เป็นการเลิกจ้าง เนื่องจากครบสัญญาจ้าง และได้เตรียมเจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ&nbsp; ตลอด 24 ชั่วโมง ณ&nbsp; สนามบินสุวรรณภูมิ&nbsp; <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> &nbsp;นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; กล่าวถึง&nbsp; กรณีการประกาศ พักชำระหนี้ของบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ดูไบเวิลด์&nbsp; เนื่องจากขาดสภาพคล่องและอาจส่งผลกระทบถึงแรงงานไทยที่ไปทำงาน&nbsp; ซึ่งประเมินว่าจะมีการปลดคนงานประมาณ 10% ว่าคนงานที่ไปทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยู.เอ.อี.)&nbsp; มีอยู่ประมาณ 29,000 คน ส่วนใหญ่จะทำงานช่างเหล็ก ช่างปูน ช่างไม้&nbsp; ช่างก่อสร้าง และมีการเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างและเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้ว 41&nbsp; คน โดยได้มีการประเมินถึงสถานการณ์ทั่วไปแล้วไม่น่าจะกระทบอะไรมาก&nbsp; ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและเดินทางกลับมา กระทรวงแรงงาน ได้จัดเจ้าหน้าที่รับเรื่องและให้ความช่วยเหลือใน&nbsp; ปัญหาต่างๆ รวมถึงเรื่องค่าจ้างหากมีการค้างจ่ายที่ด่านตรวจคนหางาน&nbsp; ณ&nbsp; สนามบินสุวรรณภูมิ ตลอด&nbsp; 24&nbsp; ชั่วโมง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การพิสูจน์สัญชาติที่มีความล่าช้าเนื่องจากบางส่วนบอกค่าวีซ่า 2,000&nbsp; บาท แพงเกินไป กระทรวงแรงงานก็ได้รับลดลงให้เหลือเพียง 500 บาท&nbsp; รวมถึงการปล่อยข่าวของคนบางกลุ่มหากมีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวจะต้องเสียภาษี&nbsp; รวมถึงนายจ้างยังไม่เข้าใจถึงวิธีการจดทะเบียนเพราะเกรงว่าแรงงานต่างด้าวจะหนีไปไม่มีคนทำงาน ซึ่งในเรื่องนี้ทุกฝ่ายอย่าได้ตระหนกตกใจขณะนี้ยังเปิดให้นำแรงงานเข้าได้&nbsp; และหากถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553&nbsp; วันสุดท้ายของการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวยังมีปัญหาอยู่ก็อาจจะมีการเลื่อนการจดทะเบียนออกไปอีกระยะหนึ่งแต่ไม่ใช่การเลื่อนยาว และนายจ้างก็ต้องนำแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียน&nbsp; เนื่องจากประเทศไทยถูกมองจากหลายฝ่าย&nbsp; ทั้งทางประเทศคู่ค้าที่หาว่าประเทศไทยใช้แรงงานผิดกฎหมาย&nbsp; รวมถึง NGO UN ส่วนการที่สมาคมนายจ้างบางแห่งต้องการให้มีการพิสูจน์สัญชาติในสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย ต้องขึ้นอยู่กับทางประเทศพม่าและกฎหมายของพม่าด้วย&nbsp; แต่ทางเราต้องการให้แรงงานพม่ามาพิสูจน์สัญชาติ&nbsp; <strong>นายไพฑูรย์ฯ</strong>&nbsp; กล่าวในท้ายที่สุด</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[3/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[สารคดีเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานเชียงใหม่]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39909]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <table border="0" cellspacing="2" cellpadding="2" width="100%" align="center"><tbody><tr><td><p><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif"><font face="MS Sans Serif" size="2">วันก่อนทีมข่าวกระทรวงแรงงาน&nbsp; มีโอกาสเดินทางติดตามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp;&nbsp; ได้เดินทางมาเป็นประธานรับมอบอาคารศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่เชียงใหม่&nbsp;&nbsp; ณ&nbsp;&nbsp; โรงแรมเชียงใหม่ ออคิด&nbsp; อ.เมือง จ.เชียงใหม่&nbsp; นำโดยคุณสุขุมาล ธนานันต์&nbsp; ผู้อำนวยการกลุ่มงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์&nbsp; คุณสมภพ&nbsp; ศีลบุตร นายช่างภาพชำนาญงาน และผู้เขียน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ออกเดินทางจากบ้านประมาณตอนตีห้าของเช้าวันจันทร์ที่&nbsp;30 พฤศจิกายน&nbsp;2552 เพื่อมุ่งหน้าไปสนามบินสุวรรณภูมิ&nbsp; ถึงเชียงใหม่ราวเจ็ดโมงครึ่ง&nbsp; เดินทางไปยังโรงแรมเชียงใหม่ออคิด&nbsp; อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>วันนั้นมีผู้มาร่วมงานกันมากมายทั้งผู้ประกันตน ผู้พิการนั่งรถวิลแชร์&nbsp; ได้มีโอกาสไปพูดคุยด้วยสองสามท่าน ได้เรื่องดังนี้</strong> <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; <strong>คุณสุริยัน&nbsp; บุญเลา</strong>&nbsp; อายุ&nbsp;29 ปี&nbsp; ชาวอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่&nbsp; ผู้พิการแขนและขาจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์&nbsp; กล่าวว่า &ldquo;วันนี้ผมมาฟังการประชาสัมพันธ์รายละเอียดเกี่ยวกับการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ของสำนักงานประกันสังคม&nbsp; หากมีข้อเสนอที่ดีผมก็จะสมัครเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่ออนาคตที่ดีต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>คุณพรรณี&nbsp; อิมทนนท์</strong>&nbsp; อายุ&nbsp;34 ชาวอำเภอแม่แตง&nbsp; จังหวัดเชียงใหม่&nbsp; &ldquo;หนูพิการหลังหักไขสันหลังขาดมาแล้ว 4&nbsp;ปี&nbsp; เป็นผู้ประกันตนที่เคยทำงานอยู่บริษัทผลิตลูกอมส่งนอกที่จังหวัดนครปฐม ประสบอุบัติเหตุไม่เนื่องจากการทำงานคือขับรถจักรยานยนต์ชนเสาไฟฟ้า ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลและเงินทดแทนจากประกันสังคม ได้รับการดูแลอย่างดีจากสำนักงานประกันสังคมและช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง หนูมั่นใจว่าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่เชียงใหม่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนต่อผู้พิการอย่างมากทีเดียว&rdquo;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong> คุณบรรเจิด&nbsp; งามดอกไม้</strong>&nbsp; ผู้ประกันตนที่ทำงานตำแหน่งพนักงานรับโทรศัพท์ ของบริษัทโบรอนคอนกรีตผสมเสร็จ&nbsp; &ldquo;ผมพิการเป็นอัมพาตซีกขวาเนื่องจากป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบตันมาแล้ว&nbsp;4 ปี ตอนแรกผมท้อแท้มาก&nbsp; แต่ได้รับการช่วยเหลือด้านการแพทย์จากประกันสังคมเดือนละ&nbsp;2 พันบาท ขณะที่ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาแล้วกว่า๓แสนบาทเศษโดยไม่ได้ควักกระเป๋าซักบาทเลย ผมขอบอกว่าประกันสังคมดีมากครับ&nbsp; แถมยังมีเงินบำเหน็จชราภาพตามที่ผมได้ส่งมา&nbsp;1 ก้อน&nbsp;&nbsp;&nbsp; และเงินเดือนๆละ ๗ พันบาทเศษที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพจะได้รับเงิน&nbsp;50 %ของเงินเดือนไปตลอดชีวิต&rdquo;&nbsp; <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> &nbsp; คุณบรรเจิด</strong>กล่าวในตอนท้ายว่า &quot;ผมขอฝากเตือนเพื่อนผู้ประกันตนว่าหากป่วยเล็กน้อยๆอย่ากลัวหมอขอให้รีบไปรักษา&nbsp; หรือพบแพทย์เพราะรักษาฟรี&nbsp; จะได้ไม่พิการเหมือนผม&quot; เวลาสิบโมงเช้าท่านไพฑูรย์ แก้วทอง เดินทางมาเป็นประธานในพิธีรับมอบอาคารศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ประจำภาคเหนือ&nbsp;&nbsp;ณ&nbsp;&nbsp;&nbsp;จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้กล่าวว่า&nbsp; รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการลดการประสบอันตรายจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อสองสัปดาห์ก่อนสภาผู้แทนราษฎรด่านความเห็นชอบกฎหมายด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยในวาระแรกไปแล้ว&nbsp; กระทรวงแรงงานได้เร่งรัดให้ตรวจความปลอดภัยของกรมสวัสดิการฯ ได้เร่งรัดให้สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและติดตามปัญหาความไม่ปลอดภัยในการทำงาน&nbsp; และได้กำชับให้สำนักงานประกันสังคมใช้งบประมาณจากกองทุนเงินทดแทนมากกว่าปีละ&nbsp;150 ล้านบาท&nbsp; ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการป้องกันเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &quot;ผมไม่ต้องการให้ลูกจ้างประสบอันตรายแต่เมื่อเกิดเหตุเภทภัยได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพเนื่องจากการทำงานหรือไม่เนื่องจากการทำงานก็ตาม ระบบงานของกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคม&nbsp; มีการเข้ามาดูแลความเดือดร้อนของลูกจ้าง ผู้ประกันตน&nbsp; ประชาชน ในหลายรูปแบบ อาทิ การรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย&nbsp; จะมีรายได้ทดแทนชดเชยระหว่างการเจ็บป่วย&nbsp; จะได้รับค่าทดแทนเมื่อสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพ&nbsp; ได้รับค่าทำศพและเงินทดแทนกรณีเสียชีวิต เป็นต้น&quot; จากสถิติของสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่เดือนมกราคม &ndash; ตุลาคม&nbsp;2552 สำนักงานประกันสังคม ได้จ่ายเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ผ่านระบบกองทุนเงินทดแทนเป็นเงิน 1,302 ล้านบาท ผ่านกองทุนประกันสังคม เป็นเงิน ๓๓,๙๐๙ ล้านบาท <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; สำหรับ<strong>ท่านปั้น&nbsp; วรรณพินิจ&nbsp; เลขาสำนักงานประกันสังคม</strong>&nbsp; เล่าให้ฟังว่า <strong>กระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; ได้รับความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่&nbsp;6 กันยายน 2537 ให้จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานประจำ 4 ภาค ซึ่งได้มีการดำเนินงาน คือ ตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ประจำภาคตะวันออก จังหวัดระยอง เมื่อปี&nbsp;2552 ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่นอยู่ในขณะนี้สำหรับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ประจำภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี&nbsp;2549 โดยการดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 3 ด้วยงบประมาณ&nbsp;249 ล้านบาท&nbsp; บัดนี้การก่อสร้างอาคารสถานที่เสร็จสิ้นแล้ว&nbsp; หลังจากนี้จะเป็นการตกแต่งและจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆเข้ามาติดตั้ง&nbsp; โดยคาดว่าจะพร้อมให้บริการผู้ทุพพลภาพได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 มีเป้าหมายในการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานจำนวน 200 คน/ปี<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับภารกิจของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp;&nbsp; ประจำภาคเหนือ&nbsp;&nbsp; ณ&nbsp;&nbsp;&nbsp; จังหวัดเชียงใหม่จะรับผิดชอบให้บริการในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้แก่ลูกจ้างและผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย&nbsp; จนสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน โดยให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งด้านการแพทย์และจิตใจรวมทั้งฝึกอาชีพควบคู่กันไป&nbsp; เพื่อให้สามารถออกไปดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข&nbsp; ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น&nbsp;&nbsp; สามารถประกอบอาชีพ&nbsp; เลี้ยงดูตนเองได้ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานประจำภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่ผู้ประกันตนที่พิการใน&nbsp;17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งประสานจัดหางานให้แก่ผู้พิการตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบการของรัฐบาลและเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่&nbsp;200 คนขึ้นไปต้องรับคนพิการเข้าทำงาน 1 คน&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานประจำภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ&nbsp;60 ปี ให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา&nbsp;80 พรรษา&nbsp;5 ธันวาคม&nbsp;2550 ของสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะนี้หากผู้ประกันตนผู้พิการที่สนใจเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ&nbsp; สามารถสมัครได้ที่สำนักงานชั่วคราวของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่เชียงใหม่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่&nbsp; โทร. 035-112-857 หรือที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดหรือเขตพื้นที่ทั่วประเทศตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&nbsp;&nbsp;ในงานเดียวกันทางสำนักงานประกันสังคม ได้จัดโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคม&nbsp; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกันตน ครั้งที่&nbsp;5&nbsp; ณ จังหวัดเชียงใหม่ด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ซึ่ง<strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; ได้กล่าวอีกว่า&nbsp; โครงการของสำนักงานประกันสังคมที่ต้องการกระจายความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องประกันสังคมแก่ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไปใน &quot;ภูมิภาค&quot; เป็นการประชาสัมพันธ์โดยโครงการเชิญผู้นำนายจ้าง ผู้นำลูกจ้าง และผู้แทนสำนักงานประกันสังคมมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในการดูแลสร้างหลักประกันทางสังคม ความมั่นคงด้านรายได้ และการดำรงชีพแก่ลูกจ้าง ผู้ประกันตน รวมทั้งเพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเป็นผู้ประกันตนด้วย การประชาสัมพันธ์ในโครงการนี้เปิดโอกาสให้ลูกจ้างและประชาชนที่เข้ามาฟังได้ซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ ซึ่งสำนักงานประกันสังคมก็จักได้นำข้อมูล ข้อถาม ข้อสังเกต ข้อแนะนำ ที่ได้รับไปพัฒนางานประกันสังคมให้กว้างไกลก้าวหน้าต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต้องชื่นชมทางสำนักงานประกันสังคม&nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; จังหวัดเชียงใหม่&nbsp; และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ได้จัดงานดีๆอย่างนี้ขึ้น&nbsp; และขอบคุณท่านผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ และคุณนิรดา จิรสุทธิกร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาศักยภาพแรงงาน&nbsp; ที่กรุณาอนุเคราะห์ให้ส่งข่าวเข้าให้สื่อมวลชนส่วนกลาง เพราะศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ใกล้ๆกันกับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ ชนิดลอดรั้วไปกินข้าวกันได้สบายๆจนผู้เขียนอิจฉา&nbsp; ขณะเดียวกันหูแว่วได้ยินเสียงลอยแว่วมาว่า...ได้แต่มองบ้านพักหลังใหญ่ของเพื่อนน่าอยู่มาก&nbsp; ต้องมองด้วยใจอุเบกขา&nbsp; สาธุ !!! ขอให้บ้านพักของเราโตขึ้น...ใกล้เคียงบ้านเพื่อนทีเถอะ!! เพี้ยง !!!</font></font></font></p></td></tr><tr><td><p align="right">&nbsp;<font face="MS Sans Serif" size="2"><strong>โดย&nbsp; คุณวรรณกานต์&nbsp;&nbsp;ขาวลาภ&nbsp; ฝ่ายประชาสัมพันธ์</strong>&nbsp; </font></p></td></tr></tbody></table>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[2/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน ร่วมรณรงค์ต้านเอดส์ วันเอดส์โลก]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39908]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>ให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงการป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่และการดูแลผู้ติดเชื้อ โดยปีนี้ได้กำหนดคำขวัญในการรณรงค์วันเอดส์โลกว่า&nbsp; &quot;ทั่วถึง เท่าเทียม ถึงสิทธิมนุษยชน&quot;&nbsp; และนายอภิสิทธิ์&nbsp; เวชชาชีวะ&nbsp; นายกรัฐมนตรี&nbsp; ได้เป็นพรีเซนเตอร์ป้องกันเอดส์ ซึ่งนับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของโลก โดยสร้างค่านิยม &quot;ซื่อสัตย์ รักเดียว ป้องกันโรคเอดส์ได้&quot; พร้อมเร่งรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2554<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่ <strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; ได้ให้นโยบายสำคัญกับโครงการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานประกอบกิจการ โดยได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานแลกเปลี่ยนนโยบายการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์และวัณโรคในกลุ่มแรงงานกับผู้บริหารกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่น ทั้งนี้นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลไทยคือ การไม่บังคับให้ผู้สมัครงานและพนักงานตรวจโรคเอดส์ ตลอดทั้งเลิกจ้างผู้ติดเชื้อ ตลอดทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการเข้าถึงปัญหาและการให้ความช่วยเหลือดูแลพนักงานที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวี ให้สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; โดยปีงบประมาณ 2552&nbsp; มีสถานประกอบกิจการได้รับการส่งเสริมมาตรฐานจัดการด้านเอดส์จำนวน 1,366 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 3,757 คน โดย <strong>นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; ต้องการขยายกิจกรรมโดยขอความร่วมมือกับผู้ประกอบกิจการทั้ง 389,561 แห่ง ลูกจ้าง 8,165,902 คน&nbsp; ซึ่งจะทำให้ลดการสูญเสียชีวิต ค่าใช้จ่าย และผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมา&nbsp; เพราะปัจจุบันมีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมซึ่งได้รับเชื้อเอชไอวีประมาณ 67,048 รายที่ได้รับยาพิเศษจากกองทุนประกันสังคม<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; นายพงศักดิ์</strong> กล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบนโยบายและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในด้านสุขภาพของแรงงาน ดังจะเห็นได้จากการเสนอออกกฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ขณะเดียวกันในปี 2553 ทางกระทรวงแรงงานจะได้นำมติครม.เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ที่ได้ประกาศนโยบายเรื่อง แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี มาขับเคลื่อนในทุกภาคส่วน เพื่อลดความสูญเสียทุกด้านของแรงงาน โดยเริ่มรณรงค์ตั้งแต่วันนี้และเชื่อมโยงไปถึงเทศกาลปีใหม่ทั้งลด ละ การดื่มแอลอกฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุเสียชีวิตของแรงงานไทยทั้งในและต่างประเทศ</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[2/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รองปลัดกระทรวงแรงงาน เยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ จังหวัดระยอง]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=39910]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp;รองปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp; และโฆษกกระทรวงแรงงาน&nbsp; (ฝ่ายประจำ)&nbsp; ตรวจเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; ประจำภาคตะวันออก&nbsp; จังหวัดระยอง&nbsp; พร้อมยืนยันการให้บริการของเจ้าหน้าที่ทั้งด้านการแพทย์&nbsp; การฝึกอาชีพเตรียมเข้าทำงาน&nbsp; และการฝึกอาชีพ&nbsp; ไม่น้อยหน้าและเท่าเทียมกับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดปทุมธานี&nbsp; ซึ่งผู้ที่เข้ารับการฟื้นฟูจะได้รับการดูแลอย่างดี&nbsp; เมื่อออกไปสามารถเข้าทำงานหรือประกอบอาชีพอิสระได้<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นางจันทวรรณ&nbsp; ทองสมบุญ&nbsp; รองปลัดกระทรวงแรงงาน&nbsp; และโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายประจำ)</strong> กล่าวว่า การมาตรวจเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ประจำภาคตะวันออก จังหวัดระยอง ถือเป็นการมาตรวจเยี่ยมครั้งแรก&nbsp; ซึ่งต้องถือว่าที่นี้ไม่น้อยหน้าและเท่าเทียมกับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดปทุมธานี&nbsp; เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ&nbsp; ทำงานด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพได้ดี และจากการพูดคุยกับผู้มาใช้บริการทุกคนก็มีความพอใจในตัวเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการทั้งหมด การที่คนงานประสบอันตรายแล้วได้มีโอกาสได้รับการฟื้นฟู&nbsp; ก็ถือว่าเป็นการต่อชีวิต&nbsp; และมีความหวังที่จะได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม ซึ่งต้องถือว่าศูนย์ฟื้นฟูฯ แห่งนี้มีประโยชน์มาก<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่ยังขาดอยู่ในขณะนี้คือภาคใต้&nbsp; ซึ่งถ้าพูดถึงศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดปทุมธานีจะรองรับภาคกลาง&nbsp; ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดระยองรองรับภาคตะวันออก&nbsp; ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดเชียงใหม่รองรับภาคเหนือ&nbsp; ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดขอนแก่นรองรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp; ซึ่งรัฐบาลน่าจะให้การสนับสนุนจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่ภาคใต้เพิ่มอีกหนึ่งแห่งเพื่อให้สามารถรองรับผู้ประสบอันตรายจากการทำงานได้ครบทุกภาคของประเทศ การประสบอันตรายต้องเป็นที่ปลายเหตุ&nbsp; สิ่งที่ควรแก้ไขน่าจะเป็นการป้องกันทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะดูแลในส่วนนี้&nbsp; และตามกฎหมาย พรบ. คุ้มครองแรงงานก็มี&nbsp; เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน&nbsp; (จป.) อยู่&nbsp; ซึ่งต้องเข้าไปเข้มงวดในจุดนี้ให้มากขึ้น ก็จะทำให้คนงานประสบอันตรายและเกิดการสูญเสียลดลง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &quot;เดิมพอคนงานประสบอันตรายและนายจ้างจะพามารับการฟื้นฟูคนงานจะรู้สึกว่ากลัว&nbsp;&nbsp;&nbsp; และต้องจากบ้านมาอยู่ที่นี้นาน&nbsp; แต่ระยะหลังๆ&nbsp; ผลของการเข้ามารับการฟื้นฟูคนงานจะพูดต่อๆ&nbsp; กันไป&nbsp; ก็จะช่วยให้คนงานที่จะเข้ารับการฟื้นฟูคลายกังวลไปได้&nbsp; และการมารับการฟื้นฟูที่ศูนย์ฯ&nbsp; จะได้รับการ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดูแลอย่างดีดีกว่าอยู่ที่บ้านอีก&quot;&nbsp; <strong>นางจันทวรรณฯ</strong>&nbsp; กล่าวในท้ายที่สุด<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;คุณเทียมจิตร&nbsp; วรจันทร์&nbsp;</strong> ผู้ประสบภัยอันตรายจากการทำงานกรณีใบพัดผสมสีตัดแขน&nbsp; ทำงานอยู่แผนกตีสีมากว่า 8 ปี โรงงานผลิตสีแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; ก่อนที่จะเข้ารับการฟื้นฟู&nbsp; ตนเองรู้สึกอายและไม่กล้าพบหน้าผู้อื่น&nbsp; และเคยคิดถึงการอยากฆ่าตัวตาย เมื่อได้เข้ารับการฟื้นฟูจากศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; ก็สามารถทำใจได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน&nbsp; เนื่องจากมีเพื่อนๆ ให้กำลังใจ&nbsp; รวมถึงทางศูนย์ฯ&nbsp; ให้ทำกายภาพทุกวันเพื่อให้แขนที่ขาดมีกำลัง&nbsp; ซึ่งสามารถยกแขนได้แล้วประมาณ&nbsp; 80% และขณะที่รอแขนเทียมก็ได้เรียนตัดเย็บเสื้อผ้าควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้มีรายได้&nbsp; และยังได้รับเงินเดือนจากนายจ้างตลอดระยะเวลาที่มาฟื้นฟูสมรรถภาพ&nbsp; นายจ้างยังให้กลับไปทำงานเมื่อได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพและสามารถช่วยตนเองได้ในตำแหน่งพนักงานเช็คสต๊อก&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> คุณสมนึก คำดี</strong>&nbsp; ผู้ประสบอันตรายจากการทำงานกรณีถูกไฟฟ้าแรงงานช๊อต&nbsp; ทำงานอยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&nbsp; จังหวัดจันทบุรี&nbsp; มานาน 10 กว่าปี กล่าวว่า เกิดเหตุเมื่อเดือนสิงหาคม ขณะทำงานขึ้นไป ช๊อตกราวบนเสาไฟฟ้าแรงสูง&nbsp; ได้ทดสอบเข็มขัดนิรภัยโดยการทิ้งตัวลงแต่สายเข็มขัดไปพาดถึงสายไฟฟ้าทำให้ถูกไฟฟ้าช๊อต&nbsp; โดยเริ่มตั้งแต่แขนลงมาที่ขาจึงต้องทำการตัดแขนออกหนึ่งข้างและขาทั้ง 2 ข้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งตอนนั้นอยู่โรงพยาบาลประมาณ 1 เดือนก็สามารถทำใจได้ว่าต้องพิการ พอกลับมาอยู่บ้านทางศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานก็โทรมาให้เข้ามารับการฟื้นฟูโดยการทำกายภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งขณะนี้สามารถอาบน้ำและช่วยตนเองได้&nbsp; และยังได้มอบแขนขาเทียมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>คุณกิติพัฒน์&nbsp; ศิรินามเดน</strong>&nbsp; หัวหน้าช่างรีดรองเท้า&nbsp; โรงงานอยู่ที่มหาชัย&nbsp; จังหวัดสมุทรสาคร ประสบอันตรายจากการขี่รถจักรยายนต์ประสบอุบัติเหตุนอนสลบไป&nbsp; 3&nbsp; เดือน&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; หลังออกจากโรงพยาบาลนายจ้างติดต่อไปให้ไปรับการฟื้นฟูที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่จังหวัดระยอง&nbsp; เมื่อเข้ารับการฟื้นฟูทางศูนย์ฯ&nbsp; ให้นักกายภาพสอนให้หัดเดินก็เดินได้ดีขึ้น&nbsp; ปัจจุบันสามารถเดินประมาณ&nbsp; 80%&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ไม่คล่องเท่าที่ควรก็จะพยายามและจะสู้เพื่อให้ได้ 100%&nbsp; เพื่อให้กลับมาวิ่งได้เหมือนเดิม&nbsp; และยังได้รับความรู้ในเรื่องของการซ้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์&nbsp; ซึ่งในอนาคตเมื่อหายแล้วจะไปประกอบอาชีพอิสระเป็นของตนเอง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายวิริยะ&nbsp; จันกลิ่น&nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; ประจำภาคตะวันออก จังหวัดระยอง</strong> กล่าวว่า ผู้ที่เข้ารับการฟื้นฟูที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน&nbsp; หรือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต&nbsp; เมื่อมาเข้ารับการฟื้นฟูแรกๆ&nbsp; ส่วนใหญ่ทำใจไม่ได้&nbsp; แต่เมื่อมาอยู่ได้ระยะหนึ่ง นักจิตวิทยา&nbsp; นักสังคมสงเคราะห์&nbsp; และมีขบวนการฝึกที่จะช่วยให้ผู้ที่ประสบอันตรายยอมรับตนเองก็จะเริ่มทำใจได้&nbsp; ซึ่งหากท่านใดมีเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่ประสบอันตรายจากการทำงานเกิดการศูนย์เสียอวัยวะหรืออัมพฤกษ์อัมพาตก็สามารถแนะนำมาที่ใช้บริการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; ประจำภาคตะวันออก&nbsp; จังหวัดระยองได้ โทร. 0-3887-7246&nbsp; 0-3889-7119-20&nbsp; หรือที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่&nbsp; /&nbsp; สาขา / จังหวัด&nbsp; ทุกแห่งทั่วประเทศ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ <strong>ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน&nbsp; ประจำภาคตะวันออก จังหวัดระยอง</strong> ตั้งอยู่เลขที่ 12 หมู่ 2 ซอย 8 ตำบลพนานิคม&nbsp; กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา&nbsp; จังหวัดระยอง เริ่มให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ&nbsp; ตั้งแต่ 2 เมษายน 2546&nbsp; เป็นต้นมา&nbsp; มีภารกิจให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานแก่ลูกจ้างที่ ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน&nbsp; และผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพแบบครบวงจร&nbsp; โดยให้การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์และด้านอาชีพ&nbsp; ควบคู่กับการฟื้นฟูด้านจิตใจ&nbsp; อารมณ์และสังคม&nbsp; แก้ไขพัฒนา ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยดูองค์รวมพร้อมทั้งส่งเสริมการมีงานทำ&nbsp; เพื่อให้สามารถกลับเข้าทำงานในสถานประกอบการหรือประกอบอาชีพได้อย่างปกติ&nbsp; โดยให้บริการด้านการแพทย์&nbsp; มีงานพยาบาล งานกายภาพบำบัด&nbsp; งานอาชีวภาพบำบัด งานกายอุปกรณ์&nbsp; ด้านอาชีพเป็นการฝึกเตรียมเข้าทำงานใน&nbsp; 6&nbsp; สาขา งานโลหะ&nbsp; งานไม้ งานประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า งานสำนักงาน งานสิ่งประดิษฐ์&nbsp; งานซ่อม&nbsp; รถจักรยาน&nbsp; และการฝึกอาชีพ&nbsp; 14&nbsp; สาขา&nbsp; งานโลหะแผ่นและสีโลหะ&nbsp; งานเชื่อมโลหะ งานเชื่อม งานไม้เฟอร์นิเจอร์&nbsp; งานไม้ประดิษฐ์&nbsp; งานเครื่องยนต์เล็ก&nbsp; งานสำนักงาน&nbsp; งานพิมพ์ดีด&nbsp; งานพิมพ์&nbsp; งานอิเล็กทรอนิกส์&nbsp; งานซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า&nbsp; งานเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ&nbsp; งานตัดเย็บเสื้อผ้า&nbsp; และงานเย็บจักรอุตสาหกรรม</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[1/12/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน เตรียมรับรองอนุสัญญาไอ แอล โอ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=36732]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>ที่ประชุมกระทรวงแรงงานเห็นว่าควรกำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการที่จะให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อประเมินหามุมมองบวก &ndash; ลบ - แตกต่างอย่างรอบด้าน<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายพงศักดิ์ เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงานฝ่ายการเมือง</strong> เปิดเผยว่าที่ประชุมกระทรวงแรงงานได้นำเรื่องการให้สัตยาบัน รับรองอนุสัญญารับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 มาทบทวนและเห็นว่ากระทรวงแรงงานควรมีการกำหนดท่าทีที่&nbsp; ชัดเจนว่าควรจะให้การรับรองหรือไม่ หรือหากเห็นว่าควรจะให้การรับรองก็ควรจะต้องมีแนวทางว่าจะรับรองอย่างไร โดยที่ประชุมต่างเสนอมุมมองเพื่อการพิจารณาอย่างกว้างขวาง และเห็นว่าควรจะตั้งเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงานมาศึกษาทบทวนประเมินผลได้- ผลเสียอย่างรอบด้าน มีการบริหารจัดการองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครอบคลุมในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง และขอความเห็นจากทุกภาคส่วนไม่เฉพาะเพียงภาคนายจ้าง ลูกจ้าง ซึ่งหากชัดเจนได้ข้อสรุปแล้วก็จะนำมาเสนอต่อรัฐบาลต่อไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวกันและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[28/9/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ก.แรงงาน ดันแผนวาระแห่งชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=36735]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>&nbsp; เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2552 นายพรชัย&nbsp; อยู่ประยงค์&nbsp; รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมพิจารณาร่างแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า ระยะที่หนึ่ง พ.ศ. 2553 &ndash; 2554 (Thailand Decent Work Country Programmer : TDWCP) ทั้งนี้สืบเนื่องจากกการประชุมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) หลายครั้งหลายวาระ ที่ล้วนมีการเห็นชอบในการสร้างหลักประกันต่อการทำงานที่มีคุณค่าของแรงงานทั่วโลก โดยกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ 4 ประการคือ มาตรฐานแรงงาน หลักการและสิทธิ (Standards, Principles and Rights) การมีงานทำและรายได้ (Employment and Incomes) การคุ้มครองทางสังคมและความมั่นคงทางสังคม (Social Protection and Social Security) <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>กระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักด้านแรงงาน และตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของแรงงานที่มีต่อการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม จึงได้จัดทำ TDWCP นี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาแรงงานเข้าสู่ระบบสากล ยกระดับคุณค่าของงานในตลาดแรงงาน และให้ความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และสามารถผลักดันให้ประเทศก้าวไปอย่างเท่าเทียมกับนานาประเทศได้<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมประชุมที่มีจากหลายภาคทั้งภาครัฐ นักวิชาการ นายจ้าง ลูกจ้าง เอกชน รัฐวิสาหกิจ และภาคประชาคมต่างๆ&nbsp;&nbsp; ได้แสดงข้อคิดเห็นว่าแผนฯ ของกระทรวงแรงงานจะต้องตอบสนองยุทธศาสตร์หลักสี่ประการของไอแอลโอ ที่มีอยู่อย่างชัดเจนแล้ว รวมทั้งสอดคล้องเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 &ndash; 2554 แผนแม่บทกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2550 &ndash; 2554 แผนแม่บทการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2550 &ndash; 2554 และนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ตลลอดจนพันธะระหว่างประเทศที่ได้กำหนดเป้าหมายแห่งการพัฒนาสหัสวรรษ (Millennium Development Goals : MDGs) และอื่นๆ เช่นการเป็นทศวรรษแห่งงานที่มีคุณค่าในภูมิภาคเอเชีย (Asian Decent Work Decade)&nbsp; ซึ่งจะต้องหลอมรวมเป็นแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่าเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย โดยไม่ละลืมภาคีร่วมอื่นๆ และต้องมีการประเมินแผนอย่างชัดเจนไม่คลุมเครือ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการไปข้างหน้าได้อย่างชัดเจน และรวดเร็ว สมบูรณ์ในที่สุด</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[25/9/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ ก.แรงงาน เปิดโครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อคนกทม.]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=36737]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>กระทรวงแรงงาน&nbsp; ร่วมกับกรุงเทพมหานคร&nbsp; และธนาคารออมสิน&nbsp; จัดโครงการสร้างอาชีพ&nbsp; สร้างรายได้&nbsp; ของคนกรุงเทพมหานคร&nbsp; ฝึกอาชีพเสริมสาขาต่างๆ&nbsp; ให้แก่ผู้ว่างงานและประชาชนที่สนใจในเขตกรุงเทพฯ&nbsp; พร้อมทั้งให้ความรู้ในเรื่องสินเชื่อ&nbsp; และการให้สินเชื่อสำหรับประกอบอาชีพจากธนาคารออมสิน&nbsp; ณ&nbsp; สมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>นายไพฑูรย์&nbsp; แก้วทอง&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหาว่างงานและประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย&nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่มีค่าครองชีพที่สูง&nbsp; กระทรวงแรงงาน&nbsp; โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน&nbsp; ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร&nbsp; และธนาคารออมสิน&nbsp; ดำเนินโครงการสร้างอาชีพ&nbsp; สร้างรายได้&nbsp; ของคนกรุงเทพฯ&nbsp; โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนและผู้ว่างงานในกรุงเทพมหานครมีทักษะในการประกอบอาชีพ&nbsp; สามารถนำความรู้และทักษะไปประกอบอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว&nbsp; อันจะส่งผลให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง&nbsp; ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนในกรุงเทพฯ&nbsp; ที่ตกงาน ว่างงาน และต้องการมีอาชีพเสริม จำนวน 2,000 คน โดยฝึกอาชีพเสริมสาขาต่างๆ&nbsp; ให้แก่ผู้ว่างงานและประชาชนที่สนใจในเขตกรุงเทพฯ&nbsp; เพื่อนำความรู้ทักษะไปประกอบอาชีพได้&nbsp; ซึ่งผู้สนใจสามารถสมัครเข้ารับการฝึกอบรมได้ที่&nbsp; ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานคร&nbsp; (วัดธาตุทอง)&nbsp; โทร.&nbsp; 0-23902212&nbsp; 0-23900264<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้หลักสูตรฝึกอบรมของศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานคร (วัดธาตุทอง) ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตรที่ผู้ฝึกสามารถนำไปประกอบอาชีพอิสระสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว อาทิ ซูซิ ทองม้วน&nbsp; ม็อกเทล&nbsp; (การผสมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์) ก๋วยเตี๋ยวหมู เพ้นท์เล็บ เพ้นผ้า เจลล้างมือ รวมถึงการให้ความรู้ในเรื่องสินเชื่อ&nbsp; และการให้สินเชื่อสำหรับประกอบอาชีพจากธนาคารออมสิน</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[25/9/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ สปส.แจงกรณีผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลอื่น]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=36734]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2">&nbsp;<strong>สำนักงานประกันสังคม (สปส.) แจง กรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้บริการ ทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน และแพทย์ผู้รักษามีความเห็นจำเป็นต้องส่งตัวผู้ประกันตนไปเข้ารับการรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลอื่น โดยสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ จะต้องออกหนังสือส่งตัว อย่างชัดเจน แบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมรับผิดชอบค่า</strong>รักษาพยาบาลทั้งหมด <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำนักงานประกันสังคม (สปส.) แจง แนวปฏิบัติการบริการทางการแพทย์ เพื่อให้สถานพยาบาลเข้าใจและถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน โดยยึดหลักดังนี้ กรณีผู้ประกันตนเข้ารับ การรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ซึ่งสถานพยาบาลมีหน้าที่ให้บริการ ทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนอย่างเต็มความสามารถของแพทย์และจัดหายา เวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนอย่างเพียงพอ จนสิ้นสุดการรักษา โดยไม่จำกัดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษา โดยสถานพยาบาลจะไม่เก็บค่าบริการทางการแพทย์จากผู้ประกันตน&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ กรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้และแพทย์ผู้รักษามีความเห็นว่าจำเป็นต้อง ส่งผู้ประกันตนไปเข้ารับการรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า (Supra Contractor) โดยสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ&nbsp; จะต้องออกหนังสือส่งตัวผู้ประกันตนไปเข้ารับการรักษา ต่ออย่างชัดเจน แบบไม่มีเงื่อนไข&nbsp;&nbsp; และรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นให้แก่สถานพยาบาลอื่นที่มีศักยภาพสูงกว่าต่อไปด้วย <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หากนายจ้างและผู้ประกันตนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ หรือโทร 1506 ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ให้บริการ ทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งแต่เวลา 07.00 น.-19.00 น หรือติดต่อระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือดูรายละเอียดได้ที่ </font><a href="http://www.sso.go.th/"><font size="2">www.sso.go.th</font></a><br />]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[25/9/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[ เติมกึ๋นเจ้าหน้าที่โปรโมทงานมาตรฐานฝีมือแรงงาน  ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=36728]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>วันที่ 24 กันยายน 2552 นายสุวัฒน์ โอภาสานนท์ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ปฎิบัติงานด้านมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน&nbsp; และ Competency กับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากศูนย์และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศได่นำไปเผยแพร่และส่งเสริมให้เกิดเป็ฯรูปธรรมในพื้นที่ ณ โรงแรมดิ เอ็มเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพ โดยมีผู้อภิปรายดังนี้ ดร.ชัชพล วงคลิก ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสมมาติ ขุนเศษฐ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มล.ปุณฑริก สมิติ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ นายธียุทธ เกียรติพิริยะวงศ์ สมาคมมาตรฐานและคุณภาพแห่ง</strong>ประเทศไทย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> นายสุวัฒน์ โอภาสานนท์ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน</strong> กระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ปฎิบัติงานด้านมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน&nbsp; และ Competency กับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากศูนย์และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศได่นำไปเผยแพร่และส่งเสริมให้เกิดเป็ฯรูปธรรมในพื้นที่ ณ โรงแรมดิ เอ็มเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพ โดยมีผู้อภิปรายดังนี้ ดร.ชัชพล วงคลิก ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสมมาติ ขุนเศษฐ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มล.ปุณฑริก สมิติ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ นายธียุทธ เกียรติพิริยะวงศ์ สมาคมมาตรฐานและคุณภาพแห่งประเทศไทย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้นายสุวัฒน์เปิดเผยว่า มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานอันจะนำมาซึ่งศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ใช้ประกอบการเลื่อนตำแหน่ง ลดอุบัติเหตุความเสียหายในการทำงานและใช้ประกอบการขอใบอนุญาติไปทำงานในต่างประเทศด้วย&nbsp; โดยการสอบวัดมาตรฐานฯ นั้นจะวัดที่ ความรู้ ทักษะ และทัศนคติของผู้ประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ แบ่งเป็น 3 ระดับจากระดับพื้นฐาน ระดับกลาง ไปจนถึงระดับชำนาญการซึ่งสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและให้คำปรึกษาในงานนั้นๆ ได้ ส่วนขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานนั้น เกิดจากความต้องการของตลาดเป็นหลักก่อนจะนำมายกร่างเสนอต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและส่งร่างดังกล่าวให้แก่สถานประกอบกิจการแสดงความคิดเห็น และคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุมัติ เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงานให้ความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันมีอาชีพที่ได้รับอนุมัติเป็นมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติแล้ว 174 สาขาอาชีพ สามารถนำไปทดสอบได้ 134 สาขา โดยในระดับต้นนั้น ทดสอบได้ 130 สาขา ระดับกลาง 55 สาขา และ ระดับสูง 23 สาขา โดยมีหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือฯ ได้คือ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 แห่ง ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน 64 แห่ง และ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ได้รับอนุญาติแล้ว 101 แห่ง นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีนโยบายในการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคโดยเป็นสถานประกอบกิจการ มาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งต้องมีพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 10 ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฯ มีสถานที่ อุปกรณ์ วิธีการเหมาะสมและปลอดภัยต่อการทำงาน นั่นเอง อย่างไรก็ดีในอนาคตอันใกล้โครงสร้างค่าจ้างของแรงงานจะสอดคล้องกับระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานฯ ด้วย ดังนั้นการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ในระดับปฎิบัติการวันนี้ก็เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ได้อย่างถูกต้องต่อไป นายสุวัฒน์กล่าว<br />&nbsp;</font><br />]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[24/9/2552]]></pubDate> 
	</item>

	<item>
		<title><![CDATA[รมว.แรงงานดันกฎหมายพัฒนา "คนทำงาน" ต้องได้รับรายได้ตามคุณภาพฝีมือ]]></title> 
		<link><![CDATA[http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&parent=468&directory=1827&pagename=content2&contents=36731]]></link> 
		
					<file>
					     
					</file>
		
		<description><![CDATA[ <font size="2"><strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผลักดันกฎหมายส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานในการวัดฝีมือคนทำงาน สู่การเพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ที่สูงขึ้น <br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong> นายพงศักดิ์&nbsp; เปล่งแสง&nbsp; โฆษกกระทรวงแรงงาน</strong> &nbsp;เปิดเผยว่า การประชุมกระทรวงแรงงานในวันที่ 24 กันยายน 2552 นั้น ที่ประชุมเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ.... <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สาระสำคัญที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเสนอเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ประชาชนคนทำงานได้มีเกณฑ์มาตรฐานในการรับรองความสามารถที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้าในการงานอาชีพตามระดับคุณภาพฝีมือที่ตนมีอยู่จริง โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประเมินความสามารถกลาง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; นายพงศักดิ์</strong>&nbsp; กล่าวต่อไป<strong>ว่า นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน </strong>ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ และเห็นว่านายจ้างและลูกจ้างต่างก็จะได้รับประโยชน์ และความเป็นธรรมจากกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยในส่วนของลูกจ้างนั้นจะมีเส้นทางการเติบโตของรายได้/เงินเดือนที่ชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องไปติดยึดกับค่าจ้างขั้นต่ำ รวมทั้งคนที่เข้าทำงานใหม่ เมื่อมาทดสอบก็จะได้รู้ถึงระดับความสามารถ อันจะมีผลต่อการกำหนดฐานเงินเดือนรายได้ รวมถึงแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ก็จะได้รับการยอมรับจากนายจ้างต่างชาติ เพราะมีมาตรฐานที่กระทรวงแรงงานรับรองให้ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพฝีมือในเชิงการแข่งขันของคนทำงานไทยด้วย <br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวมุ่งประเด็นไปที่คนทำงาน และทักษะฝีมือ เพื่อต่อยอดในด้านความเติบโตของอาชีพการงานโดยตรง ซึ่งมีความแตกต่างกับหน่วยงานด้านการศึกษา ที่มุ่งเน้นในเชิงทฤษฎีเพื่อกำหนดคุณวุฒิการศึกษา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานย้ำให้ผู้บริหารในองค์กรช่วยกันประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากถึงบทบาทและประโยชน์ของกฎหมายฉบับนี้ให้แพร่หลายด้วย</font>]]></description> 
		<moredetail><![CDATA[ ]]></moredetail> 
		
		<pubDate><![CDATA[24/9/2552]]></pubDate> 
	</item>

</channel>
 </rss>
 